advertisement

'กรมป่าไม้'จัดระเบียบกฎหมายการค้าไม้ต่างประเทศ มีผล 3 มี.ค.

โดย ทีมข่าวการศึกษา 1 มี.ค. 2556 04:50

กรมป่าไม้จัดระเบียบกฎหมายการค้าไม้ต่างประเทศ โดยให้มีผลวันที่ 3 มี.ค.นี้ หวังป้องกันการค้าไม้ผิดกฎหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ไปยังสหภาพยุโรป เจรจาทำข้อตกลงหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ...

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.56 นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (European Union : EU) จะบังคับใช้กฎระเบียบ EU Timber Regulation (EUTR) ตามการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (Forest Law Enforcement Governance and Trade : FLEGT) ในวันที่ 3 มีนาคม 2556 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการด้านการค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ในสหภาพยุโรป มีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อป้องกันการค้าไม้ผิดกฎหมาย โดยเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ไปยังสหภาพยุโรป สามารถเจรจาทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement : VPA) กับสหภาพยุโรปได้ ซึ่งประเทศไทยมีการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ไปสหภาพยุโรปแยกตามพิกัดอัตราศุลกากรภายใต้รหัส HS 44 ไม้และของทำด้วยไม้ คิดมูลค่าประมาณ 2,200 ล้านบาท และภายใต้รหัส HS 94 เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยไม้ คิดมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท รวมมูลค่าส่งออกทั้งสิ้นประมาณ 9,700 ล้านบาท คาดว่าหากประเทศไทยไม่เร่งเจรจา VPA's FLEGT กับสหภาพยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ได้แก่ สินค้าไม้ และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งครอบคลุมพิกัดอัตราศุลกากรตามระบบฮาร์โมไนซ์ (HS 2 หลัก) คือ สินค้าภายใต้รหัส HS 44 และไม้ที่ทำด้วยไม้ เช่น ถ่านไม้ ไม้อัดพลายวูด เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร/ ในครัว ทำด้วยไม้ สินค้าภายใต้รหัส HS 47 เยื่อไม้ สินค้าภายใต้รหัส HS 48 กระดาษ และสินค้าภายใต้รหัส HS 94 เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยไม้

นายเริงชัย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมเพื่อหารือและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาระสำคัญของการเจรจาเกี่ยวกับ 1. การกำหนดคำนิยามและกรอบสินค้าประเภทไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทย 2. กำหนดการรับรองเเหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ไทยส่งออกสู่ตลาดสหภาพยุโรป 3. การปรับปรุงและกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติในการรับรองแหล่งที่มาของไม้ 4. ให้มีมาตรการป้องกันและเยียวยาฝ่ายไทยสำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบการทำ VPA 5. ให้มีกลไกการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย 6.ให้มีมาตรการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป เช่น การสนับสนุนจากสหภาพยุโรปให้ใช้สินค้าไม้ของไทย ผ่านทางการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Procurement) การเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมไม้ของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น 7. ให้มีการเจรจาเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม

“การเจรจาจัดทำข้อตกลง VPA นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทยแล้ว ยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการของไทยในการสร้างมาตรฐานให้เป็น ที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าของไทย และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยไปยังต่างประเทศ เนื่องจาก ปัจจุบันประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และจีน ก็มีแนวนโยบาย/มาตรการในการตรวจสอบการนำเข้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากต่าง ประเทศในลักษณะเดียวกัน” นายเริงชัย กล่าว.

โหวตข่าวนี้