advertisement

'เสือโคร่ง'ล้นป่าห้วยขาแข้ง ปี55พบมากกว่า90ตัว

โดย ทีมข่าวการศึกษา 26 ธ.ค. 2555 19:21

ปี 2555 พบเสือโคร่งในป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมากกว่า 90 ตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังหวั่นเสือถูกล่า เนื่องจากมูลค่าทางเศรษฐกิจของเสือยังสูง หลังมีคนต้องการครอบครองมาก...

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 55 นายศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 จ.นครสวรรค์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำได้จับเสือโคร่งตัวเต็มวัย เพศเมียได้ 1 ตัว เป็นเสือที่ค่อนข้างสวยงามและสมบูรณ์ นำมาชั่งน้ำหนักได้ประมาณ 115 กิโลกรัม ยาว 2 เมตร สุขภาพสมบูรณ์ดี เจ้าหน้าที่ติดวิทยุตามตัวเสร็จเรียบร้อย ก็ปล่อยเข้าป่าไป ติดตามจากสัญญาณวิทยุเบื้องต้น พบว่าเดินหากินอยู่ในป่าห้วยขาแข้งเป็นปกติดี

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เสือโคร่งในป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา ถือว่าค่อนข้างดีมาก ภายใต้พื้นที่ประมาณ 1.7 ล้านไร่ ของผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศ พบเสือโคร่งที่เป็นตัวเต็มวัยประมาณ 70 ตัว ในจำนวนนี้เป็นเสือแม่ลูกอ่อน ที่มีลูกเล็กๆ อีก 5-6 ตัว เสือแม่ลูกอ่อนแต่ละตัวมีลูกประมาณ 2-4 ตัว ดังนั้น คาดว่าป่าห้วยขาแข้งน่าจะมีเสือโคร่งอยู่ราว 85-90 ตัว เป็นอย่างน้อย โดยเฉลี่ยแล้วพบว่า ภายใต้พื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตรนั้น จะมีเสือโคร่งหากินอยู่ประมาณ 2.4 ตัว

"ในความจริงก่อนหน้านี้ คาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากเสือแต่ละตัวจะมีอาณาเขตในการหากินค่อนข้างกว้าง คือ ตัวผู้จะใช้พื้นที่ประมาณ 200-300 ตารางกิโลเมตร ตัวเมียประมาณ 60-80 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุด ไม่แคบและไม่หลวมจนเกินไป แต่จากการสำรวจพื้นที่ป่าโดยรอบห้วยขาแข้ง คือที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และอุทยานแห่งชาติคลองลาน พบว่าทั้ง 2 พื้นที่ เราไม่เคยสำรวจพบเสือเลย ตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ปีนี้เราถ่ายรูปเสือโคร่งตัวเต็มวัยได้มากถึง 10 ตัว ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และที่อุทยานแห่งชาติคลองลานได้อีก 3-4 ตัว เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก" นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายศักดิ์สิทธิ์ คาดว่า สาเหตุที่พบเสือในอุทยานแห่งชาติ ที่อยู่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทั้งที่ไม่เคยเจอมาก่อนนั้น เป็นเพราะเสือที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าห้วยขาแข้งเริ่มล้นพื้นที่หากิน เพราะธรรมชาติของเสือโคร่งแล้วจะไม่หากินทับพื้นที่ซึ่งกันและกัน หากทับพื้นที่กัน ตัวใดตัวหนึ่ง จะหลีกออกไปหาพื้นที่ของตัวเอง โดยพื้นที่ใหม่ที่เข้าไปอยู่นั้น ต้องเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ และมีเหยื่อให้กินอย่างเพียงพอ แสดงว่าทั้งคลองลานและป่าแม่วงก์นั้นอุดมสมบูรณ์พอที่จะทำให้เสือขนาดใหญ่อย่างเสือโคร่งอยู่ได้

"ในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดนั้น ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์เรื่องเสือมากที่สุด คือ อุดมสมบูรณ์ทั้งในแง่ของที่อยู่อาศัยและเหยื่อ ซึ่งทำให้เสือสามารถมีชีวิตได้อย่างมีความสุข ความจริงแล้ว เสือโคร่งจะอยู่ในพื้นที่ป่าที่เป็นป่าแบบทุ่งราบ มีแหล่งน้ำ ซึ่งป่าอนุรักษ์ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นป่าอนุรักษ์ที่เป็นภูเขาและเป็นเนินเขา ต่างกับที่อินเดียและรัสเซีย ที่พื้นที่ป่าอนุรักษ์จะเป็นที่ราบ และมีแหล่งน้ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เสือมีการกระจายพันธุ์มากกว่าในประเทศไทย" นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อเพิ่มปริมาณเสือในป่าอนุรักษ์ให้มากขึ้นกว่านี้ นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า เสือจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเหยื่อ และไม่มีพื้นที่หากิน ซึ่งวันนี้ถือเป็นโชคดีของเสือในป่าอนุรักษ์ในประเทศไทย ที่ค่อนข้างจะอยู่ดีและอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถวางใจได้เต็มร้อย เพราะมูลค่าทางเศรษฐกิจของเสือนั้นสูงมาก มีคนอยากได้ไปครอบครองมาก มีความพยายามที่จะล่าเสือในป่าตลอดเวลา ก่อนหน้านี้ก็เห็นบ้างในป่าห้วยขาแข้ง ที่พรานป่าพยายามจะเข้าไปล่า วางยาเบื่อ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนแบบเข้มข้นขึ้น ก็พบน้อยลง แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถวางใจได้.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement