advertisement

ผู้ป่วยเอดส์เฮ! อภ.ผลิตยาต้านไวรัส 2 ชนิดได้แล้ว

โดย ทีมข่าวการศึกษา 9 ธ.ค. 2555 12:32

ผู้ป่วยเอดส์เฮ องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านไวรัส 2 ชนิดเองได้แล้ว ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก...

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์สะสมประมาณ 1,157,589 คน ในจำนวนนี้ยังมีชีวิต 464,414 คน และคาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ 9,473 คน โดยร้อยละ 62 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มพนักงานขายบริการทั้งชายและหญิง และผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น โดยในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2555 เป็นต้นมา รัฐบาลได้บูรณาการดูแลผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุนเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งมีผู้ติดเชื้อผู้ป่วยได้รับยาทั้งสิ้น 225,272 ราย ประกอบด้วยสิทธิโครงการ 30 บาท จำนวน 148,357 ราย สิทธิประกันสังคม 46,114 ราย สิทธิสวัสดิการข้าราชการ 12,059 ราย และอื่นๆ 18,742 ราย และมีนโยบายให้ตรวจเลือดโดยสมัครใจฟรีปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้รู้สถานการณ์ติดเชื้อของตนเอง และเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเร็วหากพบว่าติดเชื้อเพื่อลดปริมาณไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อายุยืนยาวขึ้น

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีข่าวดีจากองค์การเภสัชกรรม สามารถผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ 2 รายการ ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ได้แก่ ยาเม็ดอีฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม (Efavirenz 600 mg tablet) ซึ่งใช้ในผู้ป่วยที่ดื้อยาสูตรแรกและยาเม็ดผสมโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ 200/50 มิลลิกรัม (Lopinavir/Ritonavir 200/50 mg) สำหรับผู้ใหญ่ และขนาด 100/25 มิลลิกรัม ใช้สำหรับผู้ป่วยเด็กเป็นยาใช้ในผู้ป่วยดื้อยาต้านไวรัสเอดส์ขนานแรก ซึ่งมีประมาณ 10,000-20,000 ราย ราคาถูกกว่ายานำเข้าต่างประเทศถึง 3 เท่าตัว จะช่วยประหยัดงบประมาณประเทศได้จำนวนมาก

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่าในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ องค์การฯ ได้มีการวิจัยและพัฒนายาเม็ดอีฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม (Efavirenz 600 mg tablet) ใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ยาเนวิราพีน ขณะนี้อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีกำลังการผลิตได้เดือนละ 30,000 - 40,000 ขวด (ขวดละ 30 เม็ด) และยาตัวที่ 2 ได้แก่ ยาเม็ดผสมโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ขนาด 200/50 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่ และขนาด 100/25 มิลลิกรัม ใช้สำหรับผู้ป่วยเด็ก โดยยาเม็ดผสมโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ขนาด 200/50 มิลลิกรัม ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว มีกำลังการผลิตเดือนละ 20,000 ขวด (ขวดละ 120 เม็ด ) ซึ่งได้เริ่มผลิตแล้ว ส่วนยาเม็ดอีฟาไวเรนซ์ 600 มิลลิกรัม คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เป็นต้นไป

“นอกจากนี้องค์การฯ ยังได้มีการวิจัยและพัฒนาผลิตยาเม็ดทีโนโฟเวียร์ขนาด 300 มิลลิกรัม (Tenofovir 300 mg tablet) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสอยู่ในสูตรยาสูตรแรกให้ผู้ป่วยกิน โดยพัฒนาให้กินง่ายขึ้นจากเดิมกินวันละ 2 เม็ด เช้า-เย็น ก็เหลือกินเพียงวันละ 1 เม็ดตอนเช้าเท่านั้น ทำให้ลดปัญหาการดื้อยาจากการลืมกินยาได้” นพ.วิทิต กล่าว.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement