advertisement

ความเสมอภาคในการใช้สื่อกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของสถาบันการศึกษา

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ 15 ต.ค. 2555 08:00

การใช้สื่อที่มีลิขสิทธิ์เพื่อการเรียนการสอนและงานทางวิชาการเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นปกติวิสัยโดยตลอดมาโดยถือว่าเป็นการใช้สื่อหรือผลงานที่มีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม หรืออย่างเสมอภาค และอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อกิจกรรมทางการเรียนการสอนหรือทางวิชาการของครู/อาจารย์รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่เข้าไปใช้บริการในสถาบันการศึกษา โดยเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Academic Fair Use หน่วยงานที่ทำการ “ทำซ้ำ” หรือทำสำเนาสื่อต่างๆ ในสถาบันการศึกษา ส่วนมากจะเป็นห้องสมุดและบรรณารักษ์เป็นผู้จัดทำโดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๔)

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้บัญญัติยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ในส่วนที่ ๖ ตั้งแต่มาตรา ๓๒ ถึงมาตรา ๔๓ ซึ่งกล่าวโดยสรุปมีสาระว่า การทำซ้ำ ดัดแปลงและใช้เพื่อประโยชน์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในการศึกษาวิจัยและเพื่อการเรียนการสอนโดยไม่แสวงหากำไรและไม่กระทบกระเทือนสิทธิ์อันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรถือว่าไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และศาลเป็นผู้ที่จะวินิจฉัยว่า “เกินสมควร” หรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม การละเมิดลิขสิทธิ์นั้น มีการกระทำที่เป็นการละเมิดหลักๆ อยู่ 2 ประการตามมาตรา ๒๗ ได้แก่ (๑) ทำซ้ำหรือดัดแปลง และ (๒) เผยแพร่ต่อสาธารณชน ถ้าพิจารณาตามลักษณะของสื่อต่าง ๆ แบบดั้งเดิม เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์ต่าง ๆ เช่น หนังสือ วารสาร เทปเสียง เพลง ดนตรี และภาพยนตร์ ตลอดจนวัสดุไมโครกราฟิกหรือวัสดุย่อส่วนต่าง ๆ เช่น Microfilms และ Microfiche การทำสำเนาหรือการทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุด หรือให้กับผู้ใช้ที่เป็นนักศึกษา ครู/อาจารย์ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปได้ “เข้าไปใช้” ย่อมเป็นที่ยอมรับและเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเกิดประโยชน์ทางวิชาการแก่ชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้ (Invaluable) จึงสมควรได้รับการยกเว้น

แต่ในปัจจุบันห้องสมุดดิจิทัล หรือ Digital Library บางแห่งอาจเรียกว่า Virtual Library ที่อยู่ในสถาบันการศึกษาไม่ได้ทำซ้ำสื่อหรือผลงานอื่น ๆ ให้เหมือนต้นฉบับตามแบบดั้งเดิมที่เข้าใจ และไม่ได้นำวางไว้บนชั้นให้คน “เข้าไปใช้” ตามจำนวนพอประมาณอย่างแต่ก่อน แต่มีการ สแกน (Scan) และ ก๊อบปี้ (Copy) ผลงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แล้วยังเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตให้สาธารณชนสามารถมาใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์เหล่านั้นได้ ดังนั้น หนังสือ ตำรา วารสาร และเอกสารสื่อสิ่งพิมพ์จะถูกสแกนแล้วนำขึ้นเผยแพร่ รวมทั้งซีดีเพลง ดีวีดีภาพยนตร์ และบางครั้งมีการบันทึกวีดิทัศน์การบรรยายของวิทยากรแล้วนำไปแปลงเป็นคลิปวีดิทัศน์ นำไปเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

ประเด็นที่พิจารณาคือ การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษานั้น ไม่ได้ยกเว้นการกระทำที่มีลักษณะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในปริมาณที่ควบคุมไม่ได้ แต่ยกเว้นให้เพียงทำซ้ำ ดัดแปลงและใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยเป็นสำคัญ ซึ่งการกระทำด้วยการ สแกน (Scan) หรือ ก๊อบปี้ (Copy) ดังกล่าว และการเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านอินเทอร์เน็ตอาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ และสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อย่าง “เกินสมควร” เช่น ผู้ขายหนังสือ ผู้แต่งตำรา เจ้าของวารสาร ซีดีและ ดีวีดีเพลง ดนตรี และภาพยนตร์ไม่สามารถขายหนังสือได้อีก หรือมียอดขายลดลงเพราะผู้อ่านสามารถเข้าไปดาวโหลดและสั่งพิมพ์ได้จากห้องสมุดแบบดิจิทัล

กรณีแบบนี้ยังไม่มีการฟ้องร้องจากผู้เสียหายในประเทศไทย แต่ในสหรัฐอเมริกาสมาคมอาชีพ (Guild) นักเขียน ผู้แต่งหนังสือ และเจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ยื่นฟ้อง HathiTrust Digital Library และมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเครือข่าย 5 แห่งได้แก่ The University of Michigan, The University of California, Indiana University, Cornell University และ The University of Wisconsin เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2011 ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการทำซ้ำและเผยแพร่ที่มีการกระทำอย่างเป็นระบบและเผยแพร่อย่างกว้างขวางวัสดุอันมีลิขสิทธิ์ และขอให้ศาลสั่งให้ห้องสมุดยุติการกระทำดังกล่าว ฝ่ายสนับสนุนห้องสมุดได้แก่ Library Copyright Alliance, The National Federation of the Blind และนักวิชาการทางด้านกฎหมาย และด้านสังคมศาสตร์

และเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2012 ผู้พิพากษา (Judge Harold Baer Jr. of the U.S. District Court in Manhattan) ได้พิพากษาว่า การกระทำด้วยการสแกนของ HathiTrust ไม่ละเมิดกฎหมาย และเชื่อว่ายังอยู่ในขอบเขตของการใช้งานอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม (Fair Use) และยังได้เขียนคำพิพากษาไว้อีกว่า... “ I cannot imagine a definition of fair use that would not encompass the transformative uses made by the defendants’ mass-digitization project.” ฝ่ายผู้สนับสนุนห้องสมุดต่างยินดีกับคำพิพากษาและให้ความเห็นว่า จากผลของคำพิพากษานี้นอกจากทำให้ HathiTrust สามารถดำเนินการต่อไปด้วยความมั่นใจแต่ยังส่งผลถึงแนวทางการให้บริการของห้องสมุดในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ส่วนฝ่ายผู้ฟ้องยังไม่มีทีท่าว่าจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและยังไม่มีความเห็นต่อคำพิพากษาในขณะนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้วิเคราะห์และแสดงความเห็นคำพิพากษาไว้ตามบทความของ Jennefer Haward. เรื่อง “Digital Library’s Win in Court Continues Run of Ruling for Academic Fair Use” เผยแพร่ใน The Chronicle of Higher Education, October 14, 2012 ดังนี้

James Grimmelmann ศาสตราจารย์ทางกฎหมายของ New York Law School ให้ความเห็นว่า กรณีนี้ประเด็นสาระสำคัญของคดีทำให้ HathiTrust ชนะคดี ประเด็นสาระสำคัญหมายถึง Academic Fair Use หรือ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการใช้ทางวิชาการ เขาได้อ้างกรณีของ The Georgia State University ซึ่งถูกสำนักพิมพ์ฟ้องและพยายามพิสูจน์ว่ามหาวิทยาลัยทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ไม่เป็นผล และกรณีของ การใช้ Streaming Video ของ The University of California at Los Angeles (UCLA) ซึ่งถูกจำหน่ายคดีไปอย่างเงียบๆ เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังได้กล่าวเสริมอีกว่า ต่อจากนี้การใช้งานที่มีลิขสิทธิ์ในมหาวิทยาลัยจะดำเนินไปอย่างดีในกรณีที่มีข้อพิพาทในศาล สิ่งที่มีนัยสำคัญได้แก่เจตคติของผู้พิพากษาที่มีต่อ ลิขสิทธิ์ คอมพิวเตอร์ และการศึกษา เป็นสิ่งที่ให้เข้าสู่การใช้สื่ออย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

Paul N. Courant คณบดีห้องสมุด (Dean of Libraries) The University of Michigan ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ HathiTrust กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามีความเชื่อว่าเราได้ทำงานที่มีคุณค่าและถูกกฎหมาย ผู้พิพากษาได้กล่าวบนพื้นฐานว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้กระทำไปอยู่ภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ (หมายความว่ากฎหมายอนุญาตให้ห้องสมุดกระทำการดังกล่าวได้เพื่อความเสมอภาคและเป็นธรรมในการใช้ทางวิชาการ)

John P. Wilkin ผู้อำนวยการของ HathiTrust และผู้ช่วยบรรณารักษ์ของห้องสมุดฝ่ายการพิมพ์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัย Michigan กล่าวว่า การตัดสินของผู้พิพากษาไม่ได้เปลี่ยนแปลงการกระทำของเรา สิ่งที่เป็นเรื่องดีคือว่า เราไม่ได้เป็นคนคิดทำเอง และไม่ได้ประโยชน์จากการกระทำ และเราได้ทำงานของเราแบบนี้มาโดยตลอด คำพิพากษาจะเป็นแนวทางให้การบริการของห้องสมุดเกิดการใช้และการเข้าถึงสื่ออย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาอาจจะแสดงถึงเส้นแบ่งของการฝ่ายวิชาการกับฝ่ายธุรกิจ ที่ไม่สามารถประสานกันได้ ถ้าฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งจะแพ้ การผลิตผลงานที่มีลิขสิทธิ์มีแรงจูงใจจากผลประโยชน์และกำไรที่เกิดขึ้น การเคารพสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์อาจไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ด้วยข้อยกเว้นทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ โดยอ้าง Academic Fair Use ซึ่งเป็นหลักสำหรับข้อยกเว้นกฎหมายลิขสิทธิ์

ข้อพิพาททางกฎหมายนี้ถึงแม้จะมีอยู่ในศาลของสหรัฐอเมริกา และมีคำพิพากษาเป็นแนวทางของการตัดสินแล้ว สำหรับประเทศไทย บริบทของการดำเนินการและระดับของตลาดเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกระเทือนสิทธิ์อันชอบของเจ้าของลิขสิทธิ์แตกต่างกัน คำพิพากษาอาจแตกต่างกันได้สำหรับประเทศไทย

นักวิชาการ ครู/อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอาจจะใช้หลักการของ Academic Fair Use ตามข้อยกเว้นในส่วนที่ ๖ ของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ เป็นข้ออ้างที่จะใช้งานลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้อย่างมั่นใจว่าถูกต้องตามกฎหมาย แต่สิ่งที่กำกับการกระทำในส่วนของสถาบันการศึกษาคือ สำนึกในความเป็นธรรมให้กับเจ้าของลิขสิทธ์ ไม่ควรใช้ผลงานอันมีสิทธิ์ของผู้อื่นจน “เกินสมควร” ผู้บริหารและอาจารย์ควรใช้ดุลพินิจให้เหมาะสมว่า “เกินสมควร” นั้นควรจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องรอให้ศาลหรือผู้พิพากษาต้องวินิจฉัยเป็นคำพิพากษา

ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรถือเป็นช่องว่าง เปิดโอกาสให้กับผู้มีอำนาจซื้อสื่อและผลงานลิขสิทธิ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้บริการในสถาบันการศึกษานั้นใช้เป็นข้ออ้างในการของบประมาณ หรือ บีบบังคับให้ต้องซื้อผลงานอันมีลิขสิทธิ์ โดยอ้างกฎหมายลิขสิทธิ์ และสร้างสถานการณ์ของการกระทำผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ให้เกิดความหวาดกลัวกับผู้บริหารและอาจารย์ที่ไม่สันทัดในเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ โดยยินยอมให้มีการจัดซื้อผลงานอันมีลิขสิทธิ์เหล่านั้นอย่างมากโดยไม่มีความจำเป็น

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

โหวตข่าวนี้