advertisement

เผย 4 ยุทธศาสตร์แผนปฏิบัติการระบบยาแห่งชาติปี 55-59

โดย ทีมข่าวการศึกษา 10 ส.ค. 2555 00:46

คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ใช้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน พร้มร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา...

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติครั้งที่ 1 ประจำปี 2555 ซึ่งคณะกรรมการยาดังกล่าวประกอบด้วยหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข สภาวิชาชีพต่างๆ ว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบยาของประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกระบบหลักประกันได้รับประโยชน์สูงสุด มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล คุ้มค่าและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ผลสรุปของที่ประชุมวันนี้ ได้เห็นชอบ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ร่างแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 2. ร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย และ 3. ร่างหลักเกณฑ์การกำหนดราคากลางยา ซึ่งจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป

นายวิทยา กล่าวว่า ร่างแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์การเข้าถึงยา จะให้มีระบบและกลไกการควบคุมราคายาตั้งแต่การแสดงโครงสร้างราคายา การกำหนดราคา และการแสดงราคายา เป็นมาตรฐานของประเทศ 1 ระบบ มีระบบการคัดเลือกและจัดหายาจำเป็นด้านสาธารณสุขของประเทศที่มีปัญหาการเข้าถึงยา หรือมีปัญหาขาดแคลน รวมถึงยากำพร้า การกระจายยาทั้งในภาวะปกติและเกิดภัยพิบัติ เพิ่มจำนวนรายการยาจำเป็น ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเข้าไม่ถึงในทุกระบบประกันสุขภาพอย่างน้อย อีก 20 รายการ

2. ยุทธศาสตร์การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล จากข้อมูลของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในปี 2554 ไทยมีมูลค่าการบริโภคยาภายในประเทศ 144,570 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ องค์การอนามัยโลกมีข้อสรุปว่าการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศต่างๆ ในวงกว้าง ส่งผลเสียต่อการรักษาผู้ป่วย เกิดปัญหาอาการไม่พึงประสงค์จากยาและทำให้ปัญหาเชื้อดื้อยาสูงขึ้น ในการแก้ไขปัญหานี้ มีเป้าหมายสำคัญ อาทิ จะลดค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายสุขภาพของประเทศลงให้ได้ ร้อยละ 5 จัดทำมาตรฐานการบำบัดรักษาโรคของประเทศไทย โดยเฉพาะโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับภายใน 3 ปี ให้มีการใช้บัญชียาหลักแห่งชาติในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบ จัดหลักสูตรการศึกษาและการศึกษาต่อเนื่องของบุคลากรผู้สั่งใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล และหลักสูตรสำหรับนักเรียนและนักศึกษาทั่วไปภายใน 3 ปี ลดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลลงให้ได้ร้อยละ 50 เป็นต้น

3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยาสมุนไพรและชีววัตถุในประเทศ เพื่อการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนและมั่นคง มีเป้าหมาย เช่น เพิ่มการบริโภคยาสามัญใหม่ที่ผลิตในประเทศทดแทนการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ภายใน 3 ปี และเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายใน 5 ปี เพิ่มรายการยาสามัญรายการใหม่ที่ผลิตในประเทศอย่างน้อย 30 รายการ สร้างความเชื่อมั่นต่อยาชื่อสามัญและยาสมุนไพรจากแพทย์ และจากประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 80 เป็นต้น

4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการควบคุมยา เพื่อประกันคุณภาพ ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยา มีเป้าหมายสำคัญเช่นจะพัฒนาผู้ประเมินทะเบียนตำรับยาภายในสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย.ให้มีมาตรฐาน ตามระบบคุณภาพภายใน 3 ปี ให้ได้ร้อยละ 70 และครบทั้งหมดภายใน 5 ปี พัฒนาระบบการเฝ้าระวังคุณภาพยาหลังออกสู่ตลาดของประเทศ ตั้งแต่การกำหนดยาที่ต้องเฝ้าระวัง การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการใช้ฐานข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวัง ให้ได้ภายใน 3 ปี ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาระบบควบคุมยาอย่างน้อยปีละ 1 ฉบับ พัฒนาระบบรหัสมาตรฐานยาแห่งชาติให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 2 ปี และครบทั้งหมดภายใน 5 ปี

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า สำหรับร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเกณฑ์กลางของประเทศ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือขยายเพิ่มเติมได้มี 7 หมวดได้แก่ 1. คำนิยาม 2. ผู้สั่งใช้ยา เช่น กำหนดให้ไม่พึงรับผลประโยชน์จากผู้แทนยาหรือบริษัทยา เช่น ของขวัญ ตัวอย่างยา และผู้สั่งใช้ยาไม่พึงแสดงตนในการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายยาใดๆ ในเชิงธุรกิจ และให้สั่งใช้ยาด้วยชื่อสามัญทางยา เป็นต้น 3. ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจ เช่น ต้องไม่รับผลประโยชน์จากบริษัทยาหรือผู้แทนยา ต้องจัดใหม่ระบบการคัดเลือกยา การจัดซื้อยาที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ยามีคุณภาพสูง เป็นต้น 4. เภสัชกร กำหนดห้ามเผยแพร่เอกสาร แผ่นป้ายที่มีเนื้อหาเชิงโฆษณา อวดอ้างยา การจ่ายยาตัวอย่างให้ประชาชนต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับเป็นสำคัญ

5. บริษัทยาและผู้แทนยา กำหนดให้ร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ต้องไม่กำหนดผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักของผู้แทนยาแต่ละราย โดยขึ้นอยู่กับยอดขายยาของผู้แทนยารายนั้น 6. สถานพยาบาล สถานบริการเภสัชกรรม กำหนดให้จัดทำแนวปฏิบัติของบุคลากรแต่ละประเภทที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน เช่น ห้ามผู้สั่งใช้ยา เภสัชกรนำตัวอย่างยามาจ่ายให้ผู้ป่วย 7. สถานศึกษา เช่น ห้ามอนุญาตให้ผู้แทนยาเข้าพบนักศึกษา เพื่อการโฆษณายาหรือส่งเสริมการขายยา ควบคุมดูแลให้อาจารย์และบุคลากรสถานศึกษาปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างอันดีแก่นักศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้ ส่วนร่างหลักเกณฑ์การกำหนดราคากลางยา ซึ่งยังไม่เคยประกาศใช้มาก่อนในประเทศ จะนำมาใช้เป็นกรอบในการจัดซื้อยาของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร ซึ่งไม่ใช่ราคาต่ำสุด เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถซื้อได้ ผู้ขายสามารถแข่งขันและขายได้ในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพยา รายการยาที่สภากาชาดไทยผลิตเพียงผู้เดียว ให้ใช้ราคากลางตามที่สภากาชาดกำหนด เป็นต้น.

โหวตข่าวนี้