advertisement

ห่วงคันกั้นน้ำเกลื่อนกรุงเทพ-อ่างทอง หวั่นทำแผนระบายน้ำพัง

โดย ทีมข่าวการศึกษา 19 มิ.ย. 2555 02:15

“รอยล จิตรดอน” ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เผยปีนี้ฝนมากแถมไม่ทิ้งช่วงน้ำท่วมแน่ในพื้นที่เสี่ยง ทุกจังหวัดตั้งแต่ กรุงเทพถึงอ่างทอง กลัวน้ำท่วม สร้างคันกั้นน้ำเกลื่อน อ้างทำแบบคนกรุงเทพฯ หวั่นทำแผนระบายน้ำพัง …

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการลงนามร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับแก้ปัญหาน้ำของประเทศอย่างจริงจัง รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการรวบรวมข้อมูล เพื่อจัดการทรัพยากรน้ำ รับมือปัญหาอุทกภัย พร้อมสร้างเครือข่ายนักวิจัยร่วมกัน ซึ่งมีสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์กรมหาชน) (สสนก.)ดำเนินการพัฒนาฐานข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำและภูมิอากาศ ระบบวิเคราะห์และประมวลข้อมูล และพัฒนาแบบจำลองน้ำและสภาพอากาศ และกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ช่วยในการสำรวจข้อมูลระดับท้องน้ำ แม่น้ำ คู คลอง ร่วมด้วย

นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า การจัดทำข้อมูลเรื่องน้ำ ถือว่าสำคัญมากในสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เอกภาพในการดำเนินงานรับมือกับน้ำท่วมเป็นไปในทิศทางเดียวกันเนื่องจาก ปีนี้น้ำจะท่วมอีกไม่ได้ แม้ข้อมูลที่จะดำเนินการร่วมกันทั้ง 3 สถาบันจะพยากรเรื่องน้ำไม่ถูกทั้ง100% แต่จะช่วยในการจัดการน้ำได้ในระดับหนึ่ง เพราะเวลานี้สภาพภูมิประเทศของประเทศไทยเปลี่ยน พื้นที่ ที่เคยเป็นคลอง เป็นถนน และพื้นที่รับน้ำ หายไปกว่าครึ่ง ฉะนั้น ข้อมูลจะเป็นเครื่องมือสำคัญโดย วท.และสถาบันการศึกษาดังกล่าว จะร่วมกันทำงานเพื่อส่งข้อมูลให้รัฐบาลต่อไป

ด้านนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์กรมหาชน) (สสนก.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำเวลานี้ พบว่า ปริมาณน้ำปีนี้ยังมาก โดยประมาณวันที่ 21 มิ.ย.เป็นต้นไป จะมีฝน และพายุ ที่เกิดจากอิทธิพลลมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ก่อนหน้านี้อิทธิพลของพายุดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ที่ จ.สุโขทัย และอุตรดิตถ์ ทำให้ต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนสิริกิติ์วันละ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ยังถือว่า ไม่ได้เข้าสู่ฤดูฝนเต็มรูปแบบ จะต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้งประมาณช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ แต่จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ พบว่าฝนจะไม่ทิ้งช่วง โดยจะมีฝนค่อนข้างมากคือประมาณ 1,500 มิลลิเมตร ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 1,800 มิลลิเมตร ปริมาณฝน 1,500 มิลลิเมตรปีนี้ จะทำให้เกิดน้ำท่วมแน่นอนในพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ที่น้ำท่วมซ้ำซากอยู่แล้ว เช่น จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี เป็นต้น

นายรอยล กล่าวต่อว่า ที่สำคัญคือ ปีนี้ ฝนในพื้นที่ภาคกลางจะมีปริมาณมากกว่าทุกพื้นที่ ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ แต่ละจังหวัดจะทำคันกั้นน้ำแบบจังหวัดใครจังหวัดมัน เพราะทุกจังหวัดต่างก็กลัวน้ำท่วม จากการสำรวจพบว่า เส้นทางตั้งแต่กรุงเทพมหานคร(กทม.)ถึงจังหวัดอ่างทองมีคันกั้นน้ำเต็มหมดทุก พื้นที่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะทำให้แผนการระบายน้ำที่วางเอาไว้ทั้งหมดมีอุปสรรคอย่างแน่นอน

“ก่อนหน้านี้ที่ไม่เคยมีคันกั้นน้ำเลย พบว่า พื้นที่ที่น้ำท่วม เช่น จ.ปทุมธานี จะมีน้ำท่วมสูงประมาณ 2.8 เมตร แต่เมื่อมีคันกั้นน้ำอยู่บ้างเมื่อปี 2554 พบว่าน้ำไหลไม่สะดวกนัก จะมีความสูงอยู่ที่ 3.5 เมตร แต่ปีนี้ทุกจังหวัด ล้วนทำคันกั้นน้ำหมด และใครก็ห้ามไม่ได้ เพราะทุกจังหวัดก็อ้างทำเหมือนที่คนกทม.ทำ โดยเฉพาะที่ จ.นนทบุรี ที่เรียกว่า นนทบุรีโมเดลนั้น น่ากลัวมาก เพราะน้ำจะสูงมากนอกพื้นที่ที่มีการบล็อกน้ำเอาไว้ สิ่งที่น่ากังวลมากคือ กำแพงกั้นน้ำจะพัง และจะท่วมพื้นที่ที่พยายามบล๊อกน้ำเอาไว้ และทำให้การระบายน้ำช้ามาก อาจจะต้องรอให้น้ำแห้งเอง หรือสูบน้ำออก ตัวอย่างที่เห็นมาแล้วเมื่อปี 2554 ที่มีการเอากระสอบทรายกั้น ทำให้การไหลระบายของน้ำเป็นไปอย่างเชื่องช้า ใช้เวลาถึง 1 เดือนครึ่ง แต่ปีนี้มีการบล็อกและกั้นน้ำโดยทำคันกั้นน้ำเต็มที่ ไม่มีใครฟังใคร สถานการณ์แบบนี้น่าเป็นห่วงมาก”นายรอยล กล่าว

ขณะที่นายศักรินทร์ ภูมิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากความร่วมมือดังกล่าว มจธ. เตรียมของบเพิ่มเติมจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อสร้างอากาศยานไร้นักบิน หรือเครื่องบินยูเอวี ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เครื่องบินรุ่นเดิมที่ได้พัฒนาและใช้งานในช่วงน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา เพิ่มเติมจำนวน 2 ลำ โดยบินได้ที่ระดับความสูง 1.5 หมื่นเมตรจากระดับพื้นดิน และสามารถถ่ายภาพในครอบคลุมพื้นที่ 3 พันกิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนโครงการระยะสั้น ในระยะ 3 เดือน คือการพัฒนาหุ่นยนต์เพิ่มเติม เพื่อติดตั้งที่ประตูระบายน้ำ ซึ่งนอกจากจะสั่งเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติได้แล้ว ยังสามารถไต่เสาที่ระดับความสูงกว่า 140 เมตร แทนคน เพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 12 ล้านบาท สำหรับติดตั้งครอบคลุม 75 ประตูน้ำ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ

โหวตข่าวนี้