advertisement

พบก๊าซก่อมะเร็ง เตือนอยู่ห่างแผ่นดินไฟลุก 500 ม.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 เม.ย. 2555 21:03

กรมควบคุมโรคแนะอยู่ห่างพื้นที่ดินลุกเป็นไฟไม่ต่ำกว่า 500 เมตร หลังตรวจสอบพบก๊าซอันตรายหลายชนิดโดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หากสูดดมเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อหัวใจและตับ วอนปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่...

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายกิตติ พุฒิกานนท์ นักวิชาการทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวถึง การลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหมู่ 9 ต.หนองกระท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งเกิดเหตุแผ่นดินปะทุลุกเป็นไฟจากชั้นดิน จนประชาชนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงหมาแมวเสียชีวิต ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุขดังกล่าว โดยได้ใช้เครื่องมือทำการตรวจวัดสภาพอากาศบริเวณที่เกิดเหตุ ในเบื้องต้นวัดอุณหภูมิได้ 40.9 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นเหนือผิวดินอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบก๊าซพิษอีกหลายประเภท เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย ไนตรัส คาร์บอนไดซัลไฟด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซชนิดอื่นๆ มีปริมาณความเข้มข้นน้อยมาก ไม่มีผลต่อสุขภาพ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตรวจพบว่ามีค่าสูงสุด 6.21 พีพีเอ็ม (ค่ามาตรฐาน 0.12 พีพีเอ็ม เกินกว่ามาตรฐาน 56 เท่าในบรรยากาศปกติ ) และคาร์บอนไดซัลไฟด์ ตรวจพบสูงสุด 23.4 พีพีเอ็ม (เกณฑ์ใหม่จากกรมควบคุมมลพิษในบรรยากาศปรับเป็น 0.15 พีพีเอ็ม) ซึ่งสารชนิดนี้สามารถก่อมะเร็งได้ ก๊าซคาร์บอนไดซัลไฟด์ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอากาศปกติถึง 2 เท่า และไอระเหยของก๊าซจะทำให้ติดไฟได้ง่าย

ทั้งนี้ หากสูดดมเข้าไปจะเป็นจำนวนมากจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ระยะสั้นจะมีอาการเคืองตา แสบผิวหนัง หากสูดไปหลายวันก็จะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ประสาทตาอักเสบ มีอาการมึนงง จะเจ็บหน้าอก และความจำเสื่อมได้ ถ้าได้รับในก๊าซชนิดนี้เป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย มีผลต่อหัวใจและตับ

อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำหน่วยงานในพื้นที่ควรกันบริเวณ และประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้รู้ถึงพิษภัยของก๊าซที่ตรวจพบ พร้อมทั้งห้ามประชาชนเข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุ ควรมีไม้หรือวัสดุเพื่อใช้ตรวจสอบว่าบริเวณนั้นไม่มีการยุบตัว และในส่วนของประชาชนและสัตว์เลี้ยงไม่ควรเข้าใกล้สถานที่เกิดเหตุระยะหนึ่ง ควรอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ต่ำกว่า 500 เมตร ไม่ควรอยู่ใต้ลม ซึ่งทางกรมควบคุมโรค จะเข้าพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้งจนกว่าจะพบว่าไม่มีเชื้อเพลิงในชั้นดินแล้ว และแน่ใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงจะประกาศให้ประชาชนเข้าพื้นที่ได้

ด้าน ภก.เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลกรมทรัพยากรทางธรณีพบว่าพื่นที่ดังกล่าวในอดีตเมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยมีการประกอบกิจการเผาถ่านและนำขี้เลื่อยมาทิ้งไว้มีความหนาตั้งแต่ 80– 220 เซนติเมตร ปิดทับด้วยตะกอนดินเหนียว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พื้นดินร้อนระอุ มีอุณหภูมิสูง และมีควันไฟพวยพุ่งจากใต้ดินออกมา จากการทับถมของขี้เลื่อยและย่อยสลายจนเป็นก๊าซไวไฟ ดังนั้น เมื่อมีก๊าซรั่วไหล อุณหภูมิสูงขึ้นจึงสามารถติดเป็นไฟได้ เกิดการสันดาปและมีไฟลุกลาม เหมือนการเผาเตาถ่าน คาดว่าไฟจะค่อยๆ ดับภายในเร็วๆ นี้ และจะไม่ขยายวงกว้าง

พร้อมย้ำว่า หน่วยงานที่เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ภูเขาไฟ หรือบ่อน้ำมัน ประชาชนจึงไม่ต้องวิตกกังวล แต่ให้ระมัดระวังพร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยไม่เข้าไปใกล้รัศมีบริเวณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงก๊าซมีพิษ จนกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประกาศว่าสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement