advertisement

จากใจครูสอนศิลปะ...นำประสบการณ์สู่บทเรียน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2555 05:45

“อยากให้ทำงานศิลปะด้วยความสุข ความรัก และทุกอย่างก็จะดีเอง เพราะศิลปะ คือความสุขอย่างที่เราเคยเป็น ถ้าไม่มีความสุขคงไม่อยากทำ และนำความรู้ความสามารถไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือขอให้เป็นคนดี”...

'ไอสูรย์ ปราบอริพ่าย' อาจารย์สอนวิชาศิลปะ โรงเรียนทรงวิทยาเทพารักษ์ และเป็นเจ้าของโรงเรียนบ้านเด็กศิลป์ เป็นโรงเรียนที่สอนพิเศษวิชาศิลปศึกษาในเชิงปฏิบัติ ซึ่งมีอาจารย์น้อยคน ที่จะสอนวิชาศิลปะแบบเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้

อาจารย์ไอสูรย์ เล่าให้ฟังถึงวัยเด็กที่เหมือนกับเด็กทั่วไป ที่ชอบอ่านการ์ตูนดราก้อนบอล ซึ่งการ์ตูนเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการอยากเป็นศิลปิน แต่ยังไม่ได้คิดอยากจะเป็นครู ในสมัยเด็กอยู่ในครอบครัวยากจน ไม่มีเงินเรียน ต้องไปแอบดูคนวาดรูปเหมือนตามห้างสรรพสินค้า และกลับมาบ้านทดลองวาด จึงได้เรียนรู้การวาดภาพจากคนที่วาดรูปเหมือน และได้รับโอกาสไปทำงานโฆษณา รวมถึงมีโอกาสทำฉากประกอบรายการโทรทัศน์ที่สยามสตูดิโอ

“เรารู้สึกว่า เห็นอะไรก็อยากวาด ชอบทำผลงาน ชอบไปดูงาน ชอบศึกษา เพราะตอนสมัยเด็กเราไม่ได้เรียน แต่เป็นคนอยากรู้ ทำให้เราขวนขวายหาด้วยตัวเอง อย่างเช่นเวลาที่ไหนจัดงานแสดงเกี่ยวกับศิลปะ ก็ไม่รีรอที่จะตัดสินใจไป สีแพงก็เก็บตังค์ซื้อมาทดลองใช้ โดยรวมคืออาศัยความชอบ ใจรักงานศิลปะ พอโตมาเป็นครู ก็เลยอยากนำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอด”

จุดพลิกผันที่ทำให้อาจารย์ไอสูรย์ได้มาเป็นครู เกิดขึ้นในช่วงของการเกณฑ์ทหาร ที่ได้มีโอกาสเรียนด้านศิลปกรรม งานออกแบบ ซึ่งวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะได้ A เกือบทั้งหมด ทำให้มีคนสนใจมาขอให้ไปช่วยสอน แต่ก็ทำให้อาจารย์ไอสูรย์ลังเลในตอนแรก เพราะไม่มั่นใจว่าจะสอนได้หรือไม่


“ปีแรกผมอยากลาออกทุกวันที่สอน เพราะอยู่กับเด็กแล้วรู้สึกวุ่นวายและรำคาญอย่างบอกไม่ถูก แต่ปีที่สอง รู้สึกว่าไม่อยากไปไหนแล้ว เพราะเกิดความผูกพัน พออยู่ด้วยกันมานาน ช่วงแรกสอนนักเรียนระดับชั้น ป.5 – ป.6 ที่โรงเรียนยินดีวิทย์ อยู่ได้ 2 ปี ก็มีงานประกวดศิลปะ เลยลองส่งเข้าประกวดดู แต่ก็ไม่ได้รางวัลเลยสักรางวัล ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่ได้รางวัล ทั้งที่เด็กวาดดี แต่พอได้มองย้อนกลับไป พบว่าศิลปะที่เราส่งประกวดตอนแรก เป็นศิลปะผู้ใหญ่เกินไป พยายามถ่ายทอดความเป็นผู้ใหญ่ให้กับเด็ก ต่อมาก็ย้ายมาสอนที่โรงเรียนสุขเจริญผล แต่อยู่ได้แค่ปีเดียว เพราะทางโรงเรียนไม่ได้ให้เด็กผ่อนคลาย หรือทำอะไรที่เป็นสุนทรียภาพ กลางวันก็เรียนอย่างเดียว เลยตัดสินใจออกมาสอนที่โรงเรียนทรงวิทยาเทพารักษ์ ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่ได้แจ้งเกิด เพราะเป็นโรงเรียนที่ให้โอกาสอาจารย์ และพอมาสอน พอส่งผลงานเข้าประกวด จึงได้รางวัลเป็นครั้งแรก จนถึงวันนี้ ก็ได้รางวัลมามากกว่า 100 รางวัลแล้ว โดยรางวัลที่อาจารย์ภูมิใจที่สุดที่ได้รับที่สุด คือรางวัลพระราชทานประกวดศิลปกรรมเด็ก จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นรางวัลพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลการแข่งขันวาดภาพการ์ตูนทางวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ จากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

อาจารย์ไอสูรย์ ได้พูดถึงงานศิลปะในมุมมองของอาจารย์ว่า เป็นการสร้างความงาม เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ เพื่อให้คนอื่นได้เสพความสุข เกิดสุนทรียภาพ บางคนวาดรูปเพราะความสุขส่วนตัว เพราะคนเราจะวาดอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสวย ทุกคนไม่ได้วาดสวยเหมือนกันหมด แต่คนวาดจะได้ความสุข แต่มันจะไม่สนุก ต่อเมื่อมีคนมาบอกว่า วาดอะไรก็ไม่รู้ ไม่สวย ทำให้คนทำเกิดความประหม่า แต่จริงๆ แล้วคนทำเขาชอบ เขาสนุกก็พอแล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้ถูกวิธี ถูกหลัก เช่นจะลงสีอย่างไรให้ดูสวยงาม ซึ่งต้องเรียนรู้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรผิด เช่น ทุเรียนจะลงสีแดงก็ได้ เพราะเป็นจินตนาการของแต่ละคน ศิลปะไม่จำเป็นต้องมานั่งทำเลียนแบบใคร ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างจากการลอกเลียนแบบคนอื่น ซึ่งถ้าทำแล้วไม่เกิดความสุข ก็อย่าทำเลยดีกว่า

สิ่งสำคัญที่อาจารย์ไอสูรย์ มักจะสอนลูกศิษย์ในการเรียนศิลปะคือ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม ต้องมีความขยัน รับผิดชอบ มีวินัยในตนเอง แม้แต่การทำงานศิลปะ ถ้าขาดวิญญาณในการทำงาน เช่น ถ้าทำงานยังไม่เสร็จ แล้วไปทำอย่างอื่น งานก็จะออกมาไม่ดี ต้องมีความรับผิดชอบ ว่าต้องทำงานให้เสร็จ ต้องขยันฝึกซ้อม เพราะถ้าไม่ขยันฝึกซ้อม ก็จะไม่เกิดความชำนาญ

"เหมือนคนเราปั่นจักรยาน แรกๆ ก็อาจจะล้ม แต่นานๆ ก็จะปั่นเก่งขึ้นเอง อะไรที่ฝึกฝนจนชำนาญก็จะเกิดผลดี เหมือนกับที่เคยบอกไว้ว่า อันความรู้ รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ขอให้เชี่ยวชาญเถิด จะเกิดผล ทำให้ผมรู้อย่างเดียว คือต้องทำงานศิลปะ ผมรู้อย่างเดียวว่าต้องวาดรูป และก็ศึกษา ทำให้เก่ง ทุกวันนี้ผมมีชีวิตที่ดีได้ เพราะมีความขยัน และตั้งใจ เมื่อก่อนผมไม่มีบ้านที่ดีๆ สวยๆ แบบคนอื่น จึงมักจะวาดภาพบ้านในจินตนาการของตัวเอง ว่าจะต้องมีห้องสอนพิเศษตรงนี้ มีบ่อปลาตรงนี้ มีพื้นที่แบบนี้ ผมยังเคยเอารูปให้นักเรียนดู ว่าอยากมีแบบนี้ และวันนี้ผมก็มีจริงๆ ซึ่งผมได้เอาประสบการณ์ตรงนี้ มาเล่าให้นักเรียนฟัง เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการตื่นตัว เกิดความรู้สึกเห็นคุณค่าของเงิน เพราะโรงเรียนที่ผมสอนเป็นโรงเรียนเอกชน ก็จะเจอแต่คนที่มีฐานะ เมื่อก่อนผมเป็นเด็กยากจน เป็นเด็กวัด จึงพยายามสอนด้วยการนำบางช่วง บางตอนของประสบการณ์ชีวิต ที่ตัวเองได้สัมผัสมาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง” ครูสอนศิลปะ กล่าว

อุดมการณ์ในการเป็นครูสอนศิลปะ ในมุมของอาจารย์ไอสูรย์ คือการเป็นครูที่พร้อมจะเรียนรู้กับเด็ก ร่วมคิดร่วมทำ ครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องรู้เสมอ แต่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปกับเด็ก และให้โอกาสเด็กในการแสดงผลงาน หรือนำเสนอความคิด ไม่ใช่ครูออกความคิดเห็นหมดทุกอย่าง บางครั้งจินตนาการของเด็กยังไปไกลกว่าครูด้วยซ้ำ ซึ่งในการสอนเด็ก เราไม่ต้องยกตัวเองสูง ไม่ต้องถือตัวว่าเราเป็นครู หรืออะไรที่มันยิ่งใหญ่มากนัก แต่เราต้องเข้าใจตัวของนักเรียนก่อน นักเรียนกับเราจะสนิทกัน เป็นกันเอง เข้าใจเวลาทำงานว่าทำด้วยใจ เข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเกิดเส้นกั้นระหว่างครูกับนักเรียนเมื่อไหร่ ก็จะทำงานด้วยกันยาก ความจริงใจมันห่างกันน้อยมาก ทำให้ถ่ายทอดได้น้อย เพราะนักเรียนไม่รับความรู้ ถ้าเปิดใจก็พร้อมรับกับเราได้ตลอดทุกเรื่อง

"เด็กในปัจจุบันกับการเรียนศิลปะ ต้องเรียนอย่างมีความสุข สนุกสนาน ได้เทคนิคใหม่ๆ ให้เขาเกิดความอยากรู้อยากเห็น กระตุ้นความคิดทางการเรียนรู้ ถามว่าเด็กจะวาดรูป วาดที่บ้านก็ได้ แต่ถ้าได้เจอเทคนิคใหม่ๆ จะทำให้นักเรียนอยากเรียนมากขึ้น และการเรียนศิลปะทำให้เกิดสมาธิในการเรียน การทำงาน บางครั้งคนเป็นหมอ ต้องใช้สมาธิในการรักษาคนไข้ด้วย เห็นว่าหลังๆ จะให้คนที่เรียนหมอ ได้เรียนศิลปะด้วย นับตั้งแต่เกิดเหตุหมอฆาตกรรมแฟนสาวด้วยการหั่นศพ ศิลปะจึงทำให้คนมีสมาธิดี คนเป็นหมอ ก็เป็นหมอที่ดี คนเป็นตำรวจ ก็เป็นตำรวจที่ดี ไม่ยังงั้น ศิลปะก็ไม่อยู่คู่กันจนถึงทุกวันนี้"

สิ่งที่อาจารย์ไอสูรย์หวังมากที่สุด นอกจากความสำเร็จของตัวลูกศิษย์นั้น อาจารย์ไอสูรย์ บอกว่า คุณจะเป็นอะไรก็ได้ แต่สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือคุณต้องเป็นคนดี คุณต้องนำความรู้ ความสามารถไปใช้ให้เกิดคุณค่า เป็นที่ประจักษ์ และเป็นคนดีของสังคม และประเทศชาติต่อไป ไม่ได้กำหนดว่าคุณจบมาแล้ว จะมาวาดรูป หรือทำงานศิลปะ อยากทำอะไรก็ได้ แต่สิ่งสุดท้ายที่ลืมไม่ได้คือ คุณต้องเป็นคนดีก่อน และนำความรู้ ความสามารถ ไปประยุกต์ใช้ในทางศิลปะและชีวิตจริง ให้เกิดประสิทธิผล และพัฒนาประเทศชาติต่อไป

"รางวัลต่างๆ เป็นแค่เครื่องชี้วัดว่าคุณผ่านงานอะไรมาบ้าง แต่ที่สำคัญซึ่งนักเรียนได้รับ คือความมีทักษะ ความรู้ความสามารถ ความเป็นคนดี มีวินัย รู้จักตนเอง เป็นตัวของตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่รัก รางวัลและเงินทองนั้น ได้มากินแล้วก็หมด แต่ความดีและความสามารถได้มาแล้วมันไม่มีวันหมด มันจะติดต่อไปตลอดช่วงชีวิตของคนๆ นั้นเอง" ครูศิลปะ สรุปทิ้งท้าย.

 

 

 

 

โหวตข่าวนี้