advertisement

องค์การอนามัยโลกนับหนึ่งแก้ปัญหา "น้ำเมา"

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2555 05:15

ประเทศไทยคว้าตำแหน่งอันดับ 3 ของทวีปเอเชีย!!!

หากเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวกับเรื่องดีๆ คงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย  แต่อันดับ 3 ในครั้งนี้ต้องกลายเป็นเรื่องเศร้าเพราะเป็นเรื่องการติดอันดับของประเทศที่มีประชากรบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด

โดยจากข้อมูลการรายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) เมื่อปี 2553 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของทวีปเอเชีย ซึ่งมีอันดับ 1 ได้แก่ ประเทศเกาหลี และอันดับ 2 คือ ประเทศญี่ปุ่น

ยิ่งเมื่อดูข้อมูลปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปบริโภคต่อคนต่อปี ก็ยิ่งน่าตกใจเพราะพบว่ามีปริมาณเท่ากับการดื่มเบียร์ประมาณ 160-178 ขวดต่อคนต่อปีเลยทีเดียว

 


ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังประสบกับประชากรของประเทศกำลังจะกลายเป็น “ขี้เมา” แต่พบว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่เช่นกัน

และจากการที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็น 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวการร้ายทำลายสุขภาพ คือ บุหรี่ อาหารขยะ การไม่ออกกำลังกายและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกอบกับที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกเมื่อปี 2553 มีมติรับรองยุทธศาสตร์โลกเพื่อจัดการปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เพื่อเป็นกรอบให้ประเทศสมาชิก 192 ประเทศ ดำเนินการลดการเจ็บป่วย  เสียชีวิต จากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากพบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุให้ประชากรโลกเสียชีวิตปีละประมาณ 2.5 ล้านคน เฉลี่ยนาทีละ 4.8 คน เฉพาะในกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีรายงานการเสียชีวิตปีละ 320,000 คน

จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า ปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นปัญหาระดับโลก

นั่นจึงเป็นเหตุและที่มาที่ส่งผลให้องค์การอนามัยโลกจำเป็นต้องกำหนดให้มีการจัด ประชุมนโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลก ขึ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์อนามัยโลกมาแล้วกว่า 60 ปี โดยประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ระหว่างวันที่ 13-15 ก.พ. นี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้ เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีผลงานโดดเด่นในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการปัญหาจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดีที่สุด รวมทั้งยังมีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 อย่างชัดเจน

“ในการประชุมครั้งนี้จะมีการเปิดเผยข้อมูลทางวิชาการล่าสุดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศต่างๆ ที่นำไปใช้แล้วได้ผล ทั้งมาตรการทางด้านภาษี การควบคุมโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานการณ์ล่าสุดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และในการประชุมวันสุดท้ายจะมีการออกประกาศเพื่อให้ประเทศสมาชิกนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้มาตรการต่างๆ ที่ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในต่างประเทศที่ดำเนินการ
แล้วประสบความสำเร็จ เช่น มาตรการทาง ด้านภาษีและมาตรการทางด้านโฆษณา”  ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุราระบุถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการประชุมระดับโลกในครั้งนี้

ทีมข่าวสาธารณสุข เชื่อว่าการจัด ประชุมนโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลก เป็นครั้งแรกขององค์การอนามัยโลกครั้งนี้ นับเป็นเรื่องที่ดีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพซึ่งเท่ากับทำให้คนไทยสามารถเรียนรู้มาตรการต่างๆ ที่นานา ชาติใช้ในการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรในแต่ละประเทศอย่างได้ผล

 

 


โดยเฉพาะมาตรการทางด้านภาษี ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำมาก  เมื่อเทียบจากราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภท “เบียร์” พบว่าราคาขายเบียร์ของไทยมีราคาต่ำกว่าราคาขายเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า

และนั่นน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย ขณะที่มาตรการควบคุมนั้น แม้ประเทศไทยจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ปี 2551 แต่ในทางปฏิบัติก็ยังพบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้อยู่เป็นประจำ

ขณะที่เมื่อหันไปมองในส่วนของกฎหมายที่มีการเสนอให้ประกาศใช้เพื่อเพิ่มมาตรการในการป้องกัน “นักดื่ม” หน้าใหม่ และแก้ปัญหาอุบัติเหตุที่จะเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการห้ามจำหน่ายเหล้าปั่น การจัดโซนนิ่งร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา การกำหนดสถานที่ หรือบริเวณที่ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนยานพาหนะ

ก็กลับ ถูก “ดอง” อย่างไม่รู้อนาคต

วันนี้เราจึงได้แต่หวังว่า ผลจากการประชุม นโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลกในครั้งนี้ จะเป็นการ “จุดพลุ” ให้มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น

ไม่ใช่เป็นแค่เพียง “ไฟไหม้ฟาง” ที่กระตือรือร้นกันแค่ช่วง เวลาการจัดงานแต่ที่สุดทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ...

 


ทีมข่าวสาธารณสุข

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement