ห้ามนั่งดริงก์-ผลักคนลงเหว-ตีเมืองขึ้น - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ห้ามนั่งดริงก์-ผลักคนลงเหว-ตีเมืองขึ้น

โดย 2 ส.ค. 2552 06:00
13,875 ครั้ง


พลันที่ น.พ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ค.  2552 ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงวัฒนธรรม ว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ได้ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นในสังคม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพกลางคืน 

ทั้งนี้ เพราะร่างกฎกระทรวงดังกล่าว นิยามคำว่า "ร้านวีดีทัศน์" หมายความรวมถึงร้านเกมออนไลน์และร้านคาราโอเกะ กำหนดหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต ซึ่งเนื้อหาสำคัญ คือ ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 14.00 น.แต่ไม่เกิน 20.00 น.ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ และตั้งแต่เวลา 10.00 น.แต่ไม่เกิน 20.00 น.ในวันหยุดราชการ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตต้องดูแลไม่ให้มีการจำหน่าย หรือสูบบุหรี่หรือเสพสารเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเล่นการพนันภายในร้าน 

ที่สำคัญ ต้องดูแลมิให้มีผู้บริการขับร้องเพลงกับลูกค้า หรือให้พนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้าภายในร้านวีดิทัศน์ ซึ่งหมายถึง ห้ามไม่ให้มีเด็กนั่งดริงก์ตามคาราโอเกะนั่นเอง 



ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะ และสาวผู้ที่มีอาชีพ "นั่งดริงก์" โดยนายสันติ ปิติคาม อดีตประธานชมรมสถานบันเทิงจังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่า หากกฎหมายนี้บังคับใช้จะส่งผลทำให้ธุรกิจคาราโอเกะทั่วประเทศกว่า 10,000 แห่ง ต้องปิดกิจการ เพราะหากไม่มีเด็กนั่งดริงก์ก็คงไม่มีใครเข้ามาใช้บริการ และจะทำให้เด็กนั่งดริงก์ทั่วประเทศนับแสนคนต้องตกงาน จึงขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบออกมารวมตัวกันยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง 

ขณะที่ น.ส.เอ (นามสมมติ) สาวนั่งดริงก์ สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว กล่าวว่า ทุกวันนี้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากทิปของลูกค้า หากรัฐบาลสั่งห้ามนั่งดริงก์ จะทำให้ขาดรายได้ แล้วจะให้ทำอาชีพอะไรเพราะความรู้น้อยจบแค่ ม.3 

เช่นเดียวกับ น. ส.บี (นามสมมติ) อายุ 23 ปี ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าที่ให้ทิป บอกว่า หรือจะให้ไปขายยาบ้า ความรู้น้อยจะไปทำอะไร ครอบครัวก็ยากจน

ด้านนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ต้องย้อนกลับไปดูกฎหมายหลัก คือ พ.ร.บ.สถานบริการ ว่า คาราโอเกะจดแจ้งไว้ในสถานบริการประเภทใด กำหนดห้ามมีเด็กนั่งดริงก์หรือไม่ ถ้าไม่ได้ห้ามและไม่เปิดช่องให้ออกคำสั่งไว้ ถือว่ามติ ครม.นี้อาจไม่ชอบด้วยกฏหมาย ทั้งยังละเมิดสิทธิของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคด้วย 



แม้ว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ผลักดันร่างกฎกระทรวงนี้ จะออกมาชี้แจง ว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะยังมีสาวนั่งดริงก์ได้ เนื่องจากกฎหมายที่ดูแลร้านคาราโอเกะมี 2 ฉบับๆ แรก ของกระทรวงมหาดไทย ผู้ประกอบการที่ต้องการเปิดสถานบริการจำพวกร้านคาราโอเกะ คาเฟ่ สวนอาหาร ร้านอาหารที่มีการเต้น และมีสาวนั่งดริงก์ จะต้องไปขออนุญาตประกอบกิจการประเภท 3(4) กับกระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ซึ่งขณะนี้มีร้านคาราโอเกะที่มีสาวนั่งดริงก์ทั่วประเทศ 4,246 แห่ง 

ส่วนกฎหมายที่ วธ.ดูแลจะควบคุมเฉพาะคาราโอเกะหยอดเหรียญ ตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารทั่วไป ที่จะต้องไม่มีสาวนั่งดริงก์ ไม่มีการจำหน่ายเหล้า บุหรี่ โดยเด็ดขาด จะต้องยื่นขอใบอนุญาตต่อสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) สิ้นสุดวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวน 3,000 ร้าน และภูมิภาค 15,000 ร้าน

หากเข้าไปดู ตามเว็บบอร์ดต่างๆ มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเว็บไซต์ดังอย่าง พันทิพดอทคอม (pantip.com) โต๊ะราชดำเนิน มีการตั้งกระทู้จำนวนมาก  และเห็นว่าหากรัฐจะจัดการจริง ต้องหางานมารองรับ หรือพัฒนาอาชีพให้กับคนเหล่านี้ด้วย และได้มองปัญหาที่แท้จริงหรือไม่ ว่าทำไมคนถึงมาทำงานนี้เยอะ ไม่ใช่เพียงแต่ออกกฎหมายมาขู่ ต้องมองให้ลึกถึงความเดือดร้อนที่จะตามมาทั้งหมด

ในส่วนของผู้ที่มีประสบการณ์ตรงอย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตผู้บริหารสถานบันเทิงเห็นว่า การห้ามไม่ให้มีสาวนั่งดริงก์เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผู้ที่มาทำงานเหล่านี้ มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่อยากจะทำแต่ก็ต้องทำ การห้ามเท่ากับผลักคนเหล่านั้นลงเหว อาจจะถลำลึกไปสู่การขายบริการทางเพศ



นายชูวิทย์ กล่าวว่า กรุงเทพฯ มีกฎหมายโซนนิ่งกำหนดให้มี 3 โซนคือ รัชดาภิเษก อาร์ซีเอ และพัฒน์พงษ์ ซึ่งการที่กระทรวงมหาดไทยออกกฎหมายโซนนิ่งขึ้นมาก็เพื่อควบคุมสถานบริการไม่ให้มีเยอะเกินไป และตามกฎหมายนั้นสถานบริการที่อยู่ในโซนอนุญาตให้มีเด็กนั่งดริงก์ได้ แต่นอกโซนห้าม ซึ่งสถานบริการนอกโซนมีอยู่กว่า 80% จาก 18,000 แห่งทั่วประเทศ จึงเกรงว่าจะเป็นการชี้ช่องให้ "ตีเมืองขึ้น" ของคนมีสีมากกว่า เพราะกระทรวงวัฒนธรรมไม่มีเจ้าหน้าที่ไปดูแลได้อย่างทั่วถึง ออกกฎกระทรวงมาพูดได้แต่ทำไม่ได้ เพราะมันจะมีจุดรั่วไหลเยอะ และจะมีคนไปตีเมืองขึ้น ไปเก็บเงิน 

"การแบ่งให้ในโซนอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาดไทย นอกโซนเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม คิดอย่างนี้เหมือนไปสร้างพาวเวอร์เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมต้องทำให้ชัดเจน"

นายชูวิทย์ เสนอว่า หากต้องการแก้ปัญหาจริงๆ ก็ควรจะคุมทั้งระบบ โดยการขึ้นทะเบียนผู้ที่ทำงานเหล่านี้ ถ้าคนที่ไม่มีทะเบียน ก็ทำงานไม่ได้ เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วเราสามารถอบรมได้ ตั้งแต่รับรถ เด็กเสิร์ฟ คนเชียร์แขก มาม่าซัง พวกนี้ต้องลงทะเบียน และจะต้องควบคุมได้ อีกทั้งจะได้ประโยชน์ป้องกันปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาสังคม อาชญากรรม หรือ การแพร่กระจายของยาเสพติด

"อยากให้ท่านรัฐมนตรีขับรถผ่านถนนเอกมัย ใจกลางกรุงเทพฯ มันนอกโซน แล้วท่านรัฐมนตรีจะตกใจว่า กฎหมายโซนนิ่งเนี่ย มันไม่ประสบความสำเร็จ  เอกมัยนอกโซนเนี่ยเขาเปิดยันตี 2 ทั้งที่กฎหมายให้เปิดถึงเที่ยงคืน ผมไม่อยากจะพูดไป"  นายชูวิทย์ ทิ้งท้าย

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement