advertisement

สธ.แนะผู้ถูกของมีคมบาด-ตำ ฉีดยากันบาดทะยักฟรี

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 พ.ย. 2554 13:07

รมว.สาธารณสุขแนะผู้ที่ถูกของมีคมบาด-ตำขณะลุยน้ำท่วม หรือทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ฉีดยาป้องกันโรคบาดทะยักฟรี ชี้หากปล่อยติดเชื้ออาจถึงตายได้...

นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ยังอยู่ในระยะที่มีน้ำท่วมขัง ส่วนใหญ่สภาพน้ำเน่าเสีย ส่วนต่างจังหวัดหลายพื้นที่น้ำเริ่มลด ประชาชนเริ่มกลับเข้าไปทำความสะอาดบ้าน ซึ่งอาจเกิดบาดแผลจากการถูกเศษของมีคมบาด หรือทิ่มตำ โดยเฉพาะมือและเท้า ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในน้ำและดินโคลนเข้าทางบาดแผล นอกจากจะทำให้แผลติดเชื้อ อักเสบ เป็นหนอง หรือโรคฉี่หนูแล้ว ยังทำให้เกิดโรคบาดทะยัก ซึ่งอาจเสียชีวิตได้ จึงมอบนโยบายให้สถานีอนามัยและโรงพยาบาลทุกแห่งฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่มีบาดแผลถูกของมีคมบาด หรือถูกตะปู เศษแก้ว เศษไม้ทิ่มตำ ฟรี พร้อมสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรคจากน้ำท่วม และอันตรายขณะทำความสะอาดบ้านเรือนด้วย         

ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคบาดทะยัก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม เตตานิ (Clostridium tetani) พบได้ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง โดยจะติดอยู่ตามพื้นดิน ต้นหญ้า เชื้ออยู่ในรูปของสปอร์ อยู่ได้นานหลายเดือนหรือเป็นปี เมื่อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล โดยเฉพาะแผลที่ลึกอากาศไม่ผ่าน เช่น แผลถูกตะปูตำ เศษวัสดุต่างๆ เศษแก้ว เศษไม้บาด ทิ่มแทง หรือแผลถลอกกว้างๆ หลังติดเชื้อประมาณ 5-14 วัน บางรายอาจนานถึง 1 เดือน จะเกิดอาการเริ่มแรกคือ ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ได้ คอแข็ง จากนั้น 1-2 วันจะเริ่มมีอาการเกร็งที่หลัง แขน ขา ทำให้ยืน เดินหลังแข็ง ก้มหลัง หรืองอแขน งอขาไม่ได้ ใบหน้าจะมีลักษณะคล้ายแสยะยิ้ม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ต่อมาจะมีอาการกระตุก ถ้ามีเสียงดัง หรือถูกจับต้องตัวจะเกร็งและกระตุกมากขึ้น หลังแอ่น หน้าเขียว หากอาการรุนแรงมากอาจทำให้หายใจลำบากและเสียชีวิตได้               

"กระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีรายงานพบผู้ป่วยบาดทะยักจากน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วม ย่ำดินโคลนบ่อยๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นได้ง่าย และหากปล่อยจนเกิดอาการแล้วมักจะเสียชีวิต แต่สามารถป้องกันได้ง่าย โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งปกติทุกคนจะได้รับการฉีดตั้งแต่เด็ก แต่จะต้องได้รับการฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี และจะมีภูมิคุ้มกันต่อไปอีก 10 ปี สำหรับประชาชนที่กลับเข้าไปทำความสะอาดบ้าน ขอให้สวมถุงมือยาง รองเท้าบูทยาง หากไม่มีให้สวมถุงพลาสติกหุ้มปลายเท้าและสวมรองเท้าทับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผล หรือเชื้อโรคเข้าสู่แผล แต่หากมีบาดแผลขอให้ทำความสะอาดแผลทันที โดยล้างน้ำสะอาดฟอกสบู่ เพื่อเอาเศษดินออกจากแผลให้มากที่สุด เช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อโรค เช่น แอลกอฮอล์ 70% ทารอบๆ แผล หรือใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนใส่แผลสด แล้วรีบไปพบเจ้าหน้าที่ที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อทำแผลและพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักตามความเหมาะสม" นพ.ไพจิตร์ กล่าว.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement