จากการที่มูลนิธิไทยรัฐ จัดสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 101 แห่งทั่วประเทศ ประจำปี 2554 โดย นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว กับการพัฒนาชนบท” ที่โรงแรมเชียงใหม่ พลาซ่า เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2554 นั้น “ทีมการศึกษา” ขอทำหน้าที่ถ่ายทอดบางช่วงของคำบอกเล่าในการปาฐกถา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่จะนำไปเป็นแนวทางดำเนินการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชนบท
ทรงเลือกที่จะทำงานหนัก
“...สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ เรียกว่าเป็นการบอกเล่าเก้าสิบเรื่องราวต่างๆ เหมือนบทวิเคราะห์ ถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่ได้พระราชทานไว้ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา...
เมื่อเรามาวิเคราะห์ย้อนหลัง ผมคิดว่า พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ออกมาดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด ถึงพื้นที่และถึงลูกถึงคน การเลือกบทบาทอย่างนี้มีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปจากปกติอย่างน้อยๆก็หนึ่งประการคือ พูดตรงๆง่ายๆว่า ทรงเลือกที่จะทำงานหนักขึ้น ทรงทราบดีว่าทำงานแบบนี้จะเหนื่อยมากขึ้น แน่ นอนว่าได้ทรงเลือกแล้ว หลังจากที่ได้พระราชทาน พระราชสัจจาธิษฐาน แก่ปวงชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ฉะนั้น ก็ทรงเลือกที่จะลงมาดูแลช่วยเหลือพสกนิกรอย่างจริงจังทั่วถึง ตั้งแต่ต้นรัชกาลจนถึงปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมพสกนิกรในต่างจังหวัด ทั้งภาคกลาง อีสาน เหนือ ใต้ การเสด็จ พระราชดำเนินเหล่านี้ ทำให้ทรงทราบถึงความเดือด ร้อนของประชาชน สภาพบ้านเมือง สภาพเส้นทางคมนาคม สภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ว่าประเทศ เรายังด้อยพัฒนา จุดนี้เองที่เป็นพลังขับเคลื่อน ให้ทรงมีความแน่วแน่ที่จะลงมาดูแลพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารและห่างไกล เป็นการช่วยรัฐบาลด้วย เพราะในยามที่เรายังด้อยพัฒนา ในฐานะที่พระองค์ ท่านเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ทรงสำนึกอยู่ว่าต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ช่วยเหลือสังคมไทยด้วยกัน ช่วยเหลือประเทศชาติด้วยกัน...
วังสวนจิตรลดา สถานที่ทดลองเพื่อชาวบ้าน
...ในการทำงานเหล่านั้นได้ทรงวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คือใช้บริเวณพระราชวังที่ประทับหรือสวนจิตรลดาให้เป็นโรงเรียน สถานที่ทดลอง มีโรงโคนม มีแปลงปลูกผัก มีนาปลูกข้าว สิ่งเหล่านี้คือการทดลองในบ้านของพระองค์ท่าน เมื่อทดลองแล้วสิ่งไหนดีก็จะนำไปปฏิบัติข้างนอก สิ่งไหนไม่ดีก็ลองผิดลองถูกและทดลองต่อไป หากสำเร็จถึงจะนำไปปฏิบัติในพื้นที่จริง โดยช่วงต้นทรงเน้นเรื่อง สุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร การแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ การเกษตร การแก้ปัญหาเรื่องดิน หลังจากนั้นขยายมาเรื่องของการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง– แวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเขาในภาคเหนือ ที่ถูกบุกรุกทำลาย และการช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติด...
ทรงเป็นต้นแบบ "ประชาพิจารณ์"
...กระบวนการที่ทรงเริ่มในการพัฒนาชนบทในส่วนของพระองค์ท่านนั้น เป็นขั้นเป็นตอนมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ คือ ก่อนที่จะเสด็จไปที่ไหนจะต้องมีข้อมูลก่อน ข้อมูลประการแรกคือ เรื่องความเดือด ร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น ได้ถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องอะไรบ้าง พื้นที่อยู่ตรงไหน มีสภาพภูมิประเทศอย่างไร ก็จะทรงศึกษาจากข้อมูลในแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียม และเอกสารของทางราชการ และเสด็จไปขอข้อมูลเพิ่มเติมจากบุคคลที่อาศัยในพื้นที่นั้นจริงๆ เช่น คนเฒ่าคนแก่ พระสงฆ์ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่พระองค์ท่านได้ศึกษาจากในวัง หรือพระตำหนักที่แปรพระราชฐานนั้นตรงตามจริงในภูมิประเทศเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้ว ขั้นต่อไปซึ่งเป็นขั้นที่สำคัญที่สุดคือ ความเดือดร้อนที่ได้รับถวายฎีกามาจากประชาชน เป็นความเดือดร้อนของประชาชนส่วนมากในหมู่บ้าน ตำบลนั้นจริงหรือไม่ วิธีของพระองค์ท่านก็คือการลงไปพูดคุยกับชาวบ้านและกระจายความคิดไปว่าได้รับถวายฎีกาเรื่องนี้มา และส่งสัญญาณถึงวิธีการแก้ไขให้กับชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านได้รับทราบก็จะไปปรึกษากันและก็มีสัญญาณย้อนกลับมา การช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนต้องคำนึงถึงการยินยอมพร้อมใจ จะต้องมีการชี้แจง สอบถามว่าคนส่วนน้อยนั้นเดือดร้อนแค่ไหน เขาพอใจและยินดีที่จะเสียสละหรือไม่ และเมื่อเสียสละแล้วจะต้องชดเชยเยียวยาอย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทรงคำนึงถึงมากเป็นพิเศษ บางโครงการที่ประชาชนบางกลุ่มยังมีความไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่ไม่กล้าพูด โครงการเหล่านั้นก็จะไม่ได้เริ่มเป็นอันขาด คือจะเริ่มโครงการก็ต่อเมื่อพระองค์ท่านทรงแน่ชัดแล้วว่า ปัญหาที่ชาวบ้านร้องเรียนมานั้น เป็นปัญหาเดือดร้อนจริงๆ พูดง่ายๆว่า ในสมัยนี้ใช้คำว่าลงไปทำประชา-พิจารณ์ก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในโครงการ ให้เกิดการยินยอมพร้อมใจครบถ้วนแล้วถึงจะเริ่มดำเนินการ...
ทรงแนะให้ถือความผิดพลาดเป็นบทเรียน
...ขณะดำเนินการก็ต้องลงไปดูว่า โครงการที่ทำไป มีปัญหาอุปสรรคอะไร ทุกขั้นทุกตอน ทุกฝ่าย ต้องประสานงานกัน ต้องติดตามจนกระทั่งโครงการสำเร็จ แม้โครงการสำเร็จแล้วก็ทรงสอนอีกว่า สิ่งที่เราทำขึ้น คิดขึ้น ช่วยชาวบ้าน เอื้อประโยชน์กับชาวบ้านได้จริงหรือไม่ ยังขาดหรือผิดพลาดอะไรอยู่บ้าง ต้องเข้าไปติดตามทุกระยะ ถ้าโครงการใดก็ตามไม่สามารถอำนวยประโยชน์ได้ตามที่หวังไว้จะ มีบางคนท้อถอยและคิดว่า ทำไมทำเรื่องสำคัญพลาด พระองค์ท่านก็บอกว่า อย่าตกใจ อย่าเสียใจ ขอให้ถือเป็นบทเรียน และให้ศึกษาให้ละเอียดว่า เราผิดพลาดตรงไหน จงยอมรับความจริง ถ้าจำเป็นเราต้อง ขอโทษสังคมตรงนั้นด้วย และให้เริ่มต้นใหม่โดยแก้ไขปรับปรุงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้...
อย่าทิ้งการทำนา เพราะคนไทยต้องทานข้าว
...พระเมตตาคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านที่ผมประสบด้วยตัวเอง ปี 2536 พระองค์ท่านเสด็จทรงตรวจความก้าวหน้าในโครงการทำคลองระบายน้ำที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ปรากฏว่า เมื่อเสด็จพระราชดำเนินผ่านเต็นท์ที่ประชาชนมารอเฝ้าซึ่งมีพี่น้องไทยมุสลิมทั้งสิ้น ผ่านเต็นท์แรกก็มีชาวบ้านเอากระบุงใส่ข้าวเปลือกมาถวาย 2-3 กระบุง พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นและถามว่า ทำไมข้าวเมล็ดเล็กจัง ถ้าข้าวเมล็ดลีบแบบนี้พอกินหรือ ชาวบ้านที่เป็นมุสลิมพูดภาษาไทยกลางได้ไม่ชัดเจน ก็ตอบว่าดินแถวนี้ไม่ดี ดินเป็นพรุ น้ำเปรี้ยว ข้าวเมล็ดลีบไม่ค่อยพอกิน พระองค์ท่านรับสั่งว่าก็ต้องปรับปรุงดินและ ต้องหาทางไล่น้ำเปรี้ยวออกและหาน้ำดีๆมาแทน จากนั้นรับสั่งเป็นประโยคที่ผมจำได้จนทุกวันนี้ว่า “พวกเราเป็นคนไทย ทานข้าวทุกวัน ฉะนั้น เราต้องทำนา จะทิ้งนาไม่ได้ ถึงแม้ว่าพืชบางตัวจะราคา ดีกว่าข้าว เช่น ยาง ผลไม้ หรือปาล์มน้ำมัน ก็อย่าทิ้งการทำนา ให้เก็บพื้นที่นาไว้บ้าง เพราะยังไงคนไทยก็ต้องทานข้าวทุกวัน ถ้าเราไม่ปลูกข้าวอีกหน่อยคงต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ”...
ห่วงสิทธิ์ที่ดินทำกิน
...อีกเรื่องที่ผมได้ยินมากับหูตอนเป็นผู้ว่าราชการที่เชียงใหม่ ปี 2540 พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ในวันนั้นมีพี่น้องประชาชนที่เคยเดือดร้อนจากการที่น้ำในเขื่อนท่วมหมู่บ้าน ซึ่งกรมชลประทานได้หาพื้นที่ใหม่สร้างหมู่บ้านให้ โดยให้พื้นที่ทำกินคนละ 15 ไร่ โดยกรมป่าไม้ได้ออกเอกสาร–สิทธิเรียกว่าสิทธิ์ที่ทำกิน หรือ สทก. ซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเดิมที่มีความเสื่อมโทรม ชาวบ้านประชุมรวมหัวกันว่าจะถวายฎีกาต่อในหลวง เพื่อขอเปลี่ยนจาก สทก. เป็น น.ส. 3 ก หรือเป็นโฉนด ซึ่งผมคิดว่าทุกคนอยากได้โฉนดและเอกสารสิทธิที่สามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนและจำนองได้ เมื่อพระองค์ท่านเสด็จมาเยี่ยมราษฎรกลุ่มนี้ก็มีการทูลเกล้าฯถวายซองขาว เมื่อทรงเปิดดูทราบว่า ราษฎรอยากให้สั่งกรม ชลประทาน กรมที่ดิน ให้เปลี่ยนที่ดินเป็นโฉนด หรือ น.ส. 3 พระองค์ท่านก็รับสั่งเป็นแนวคิดว่า “พวกเราลองคิดดูซิ ถ้าเป็นพื้นที่สิทธิทำกิน เขาเขียนไว้ในกฎหมายเลยว่า ให้ตกถึงลูกถึงหลานได้ เพื่อจะมีที่ทำกินต่อไป แต่หากว่าแปรสภาพเป็นโฉนด หรือ น.ส. 3 ทำได้ไม่ยาก แต่เมื่อเป็น น.ส. 3 แล้วพวกเราก็อาจนำไปใช้จำนองธนาคาร แล้วถ้าเกิด ปีนั้นทำการเพาะปลูกขาดทุน ไม่มีเงินใช้ธนาคารเขาก็จะยึด แล้วลูกหลานจะมีที่ทำกินต่อไปได้อย่างไร” เมื่อมีรับสั่งอย่างนี้ราษฎรก็เข้าใจและไม่ยื่นฎีกา ผมคิดว่าแนวคิดเหล่านี้ ราชการหลายหน่วยได้น้อมนำมาเป็นแนวปฏิบัติต่อมาจนทุกวันนี้...

นายพลากร สุวรรณรัฐ
พระสหายแห่งสายบุรี
...คุณลุงวาเด็ง ที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นพระสหาย คุณลุงพูดภาษาไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว แล้วเป็นเจ้าของบ้านที่เสด็จพระราชดำเนินไปเพื่อตรวจพื้นที่เพื่อจะหาที่ขุดคลอง วันแรกที่เสด็จไปคุณลุงวาเด็งไม่ได้ใส่เสื้อ นุ่งผ้าขาวม้าตัวเดียว กำลังทำสวนอยู่ ผมก็สงสัยอยู่ว่าจะส่งภาษาอะไรกับพระองค์ท่าน และต่อมา ลุงวาเด็งก็รักพระองค์ท่านมาก ทุกปีก็จะส่งทุเรียนมาถวายลูกหนึ่ง และเก็บจำปาดะไว้ถวายพระองค์ท่านลูก หนึ่ง พอสุกได้ที่ก็ส่งไปรษณีย์ไปถึงพระองค์ท่านที่วัง โดยส่งให้ผมก่อนและผมก็นำไปถวาย แต่ปรากฏว่าถวายไม่ได้สักครั้ง เพราะกว่าพัสดุไปรษณีย์จะมาถึงจำปะดาก็เน่าไปแล้ว ผมก็ต้องกราบบังคมทูลว่ามีของถวายจากคุณลุงวาเด็ง ที่เก็บมาจากสวน...
พี่น้องประชาชนที่ยากไร้คือเป้าหมายสำคัญ
...ผมอยากจะสรุปแนวคิดและวิธีในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 - 3 ประการ ประการที่หนึ่งนั้น ทรงสอนอยู่เสมอว่าสิ่งที่พวกเราซึ่งในที่นี้หมายถึงข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ตามพระองค์ท่านไปช่วยเหลือประชาชนในชนบทขอให้ยึดอยู่เสมอว่า เป้าหมายสำคัญของเราคือพี่น้องประ-ชาชนที่ยากไร้ เพราะว่าถ้าเราลืมเป้าหมายสำคัญตรงนี้ ไปยึดติดกับความที่เราเป็นข้าราชการสังกัดไหน แล้วต้องทำตามระเบียบ ขั้นตอน เราจะให้ความสำคัญกับหน่วยงานมากกว่าประชาชน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กองแผนงานของแต่ละกรมก็ต้องมีแผนขยายงาน ซึ่งก็คือ การขอเพิ่มงบประมาณ เพิ่มคน เมื่อขอคนเพิ่มก็ต้องมีห้องนั่งทำงาน มีเก้าอี้ มีคอมพิวเตอร์ มีสารพัดที่จะเป็นอัฐบริขารของข้าราชการแต่ละคน ซึ่งเป็นเงินงบ ประมาณแผ่นดินทั้งนั้น และก็จะมา แย่งชิงงบประมาณที่จะมาถึงประชาชน พระองค์ท่านบอกว่าถ้าเรายึดประชาชนเป็นหลักเงินส่วนมากก็จะไปช่วยเหลือประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนในชนบทที่อยู่ ห่างไกลได้ผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินดีขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ผมเคยอยู่ส่วนราชการมาหลายส่วน ก็เห็นชัดเจนตามพระองค์ท่านว่า บางทีเราเป็นคนที่ใกล้ชิดกับอำนาจ การจัดสรรงบประมาณ อยู่ในตำแหน่งที่มีโอกาส มีเครือข่าย หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่ามีคอนเนคชั่นเยอะ ติดขัดอะไรโทร.หาคนนั้นคนนี้ เรามีโอกาสที่จะใช้งบประมาณมาก แต่ถามว่าพี่น้องประชาชนที่ยากไร้ อยู่บนยอดดอยสูง อยู่บนเกาะ เขาไม่มีโอกาสอย่างนั้น ถ้าเขาเดือดร้อน แม้มีมือถือก็ไม่รู้จะโทร.หาใคร ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใคร ฉะนั้น ทรงสอนว่า ให้ยึดถือประชาชนเป็นหลัก อย่าได้คลาดเคลื่อนไปจากนี้ ถ้าคลาดเคลื่อนแล้วเราจะวอกแวก ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้าราชการที่ตามเสด็จไปทำงานในพื้นที่ต่างๆจะนำมาปฏิบัติ...
สนุกและมีความสุขกับการช่วยประชาชนที่เดือดร้อน
...เรื่องที่ 2 ก็คือ พระองค์ท่านสอนว่า ทำงานกับเรา ซึ่งหมายถึงพระองค์ท่าน ขอให้ทำงานให้สนุก ทำงานให้มีความสุข เพราะว่า ความสุขของพวกเราคือการที่ได้ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนและแร้นแค้น อย่าได้รู้สึกว่าเกร็ง หรือเหน็ดเหนื่อยอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น คนที่เคยใกล้ชิดพระองค์ท่านในที่ต่างๆ จะรู้ดีว่า พระองค์ทรงเบิกบานจริงๆ เวลาที่ได้ไปทำงานให้กับประชาชนและไม่เคยทรงคิดถึงเวลาว่าผ่านไปกี่ชั่วโมง กี่นาที แม้จะมืดค่ำดึกดื่นพระองค์ท่านก็ยังคงอยู่กับประชาชน...
อย่านำใจเราไปใส่ใจชาวบ้าน
...ประการสุดท้ายที่พวกเราได้รับจากครูพระองค์นี้ก็คือ อย่าคิดว่าเราซึ่งเข้าไปช่วยพัฒนาพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นชนบทเหนือกว่าเขา รู้มากกว่าเขา เพียงเพราะเราเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท หรือจบปริญญาเอก แล้วต้องรู้ดีกว่าชาวบ้าน จงอย่านำเอาใจเราไปใส่ใจชาวบ้าน ว่าชาวบ้านจะต้องอยากได้อะไรในชีวิตเหมือนเรา พระองค์ท่านสอนว่า ต้องไปถามไปคุย ไปวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าชาวบ้านเดือดร้อนอะไร และอย่าคิดว่าเขาเดือดร้อนอย่างนี้ต้องช่วยอย่างนั้น ต้องให้เขาช่วยเราตอบด้วยว่าอยากให้ช่วยเขาอย่างไร จงอย่าเอาความต้องการหรือความคิดของตัวเองไปเป็นหลักในการช่วยชาวบ้านเป็นอันขาด พระองค์บอกว่า ประชาชนนั้นมีภูมิปัญญาที่ปู่ ย่า ตา ยาย เขาสอนมา จริงอยู่เขาเดือดร้อน ตามคนในเมืองไม่ทัน ไม่เคยเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย แต่บางครั้งเขามีวิธีแก้ไขของเขา แต่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากร ปัจจัยบางอย่างที่เขาไม่มี ฉะนั้น เราไปเสริมตรงนี้ได้แต่อย่าไปบังอาจรู้ดี หรือทำตัวฉลาดกว่าชาวบ้านเป็นอันขาด สุดท้ายทรงแนะนำคำว่า ภูมิสังคม หมายความว่าการจะลงไปทำงานที่ไหน ต้องรู้จักภูมิสังคมตรงนั้น สมัย เด็กๆ ผมเรียนวิชาภูมิศาสตร์ พวกเราก็เรียนกันทุกคน เรียนวิชาประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ มีคำว่า ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แต่คำว่าภูมิสังคมไม่มี พระองค์ท่านสอนว่า มันเป็นคำที่ดี เป็นคำที่สำคัญ เพราะหมายถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี และสังคมของคนที่อยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน คนในอำเภอจอมทองกับคนอำเภอแม่อาย อาจจะมีความเป็นคนเหนือเหมือนกัน นับถือพุทธศาสนาเหมือนกัน กินข้าวนึ่งเหมือนกัน แต่ก็มีอะไรบ้างอย่างที่คน 2 อำเภอนี้อาจจะแตกต่างกันคือ ประวัติความเป็นมา พื้นเพ วิธีคิด แม้กระทั่งเชื้อชาติอาจจะไม่เหมือนกัน ดังนั้น พระองค์ท่านทรงสอนว่า จงเคารพภูมิสังคม คือต้องไปวิเคราะห์ ศึกษา ให้ถ่องแท้ว่า ก่อนจะทำงานกับชาวบ้าน ต้องรู้จักชาวบ้านตรงนั้นก่อน ว่าต้องการอะไร มาจากไหน เชื่ออะไร และไม่เชื่ออะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ตรงนี้สำคัญ...
ทรงเป็นครูที่ดีที่สุดในการพัฒนาสังคมชนบท
...สรุปว่าผมอยากพูดว่า พระองค์ท่านทรงเป็นครูที่ดีที่สุดในการพัฒนาชนบท มีตำรับตำราที่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเขียนไว้ และนำมาสอนหรือจัดเป็นหลัก สูตรอบรม มีข้าราชการของเราหลายรุ่น ไปอบรมหลัก สูตรการพัฒนาชนบทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย พอกลับมาแล้วได้ศึกษาแนวคิดและวิธีการทำงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนก็ยอมรับว่าบางอย่างคล้ายๆกับทฤษฎีในตำรา แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทรงประยุกต์ใช้ และได้ทรงทดลอง ลองผิดลองถูกมาแล้วและนำมาสอนเราเป็นประโยชน์และเข้ากันได้ดีกว่าของฝรั่งเยอะ ฉะนั้น การที่ผมจะขอสรุปว่า พระองค์ท่านทรงเป็นครูที่ดีที่สุดพระองค์หนึ่งในเรื่องของการพัฒนาชนบทนั้น คงจะไม่ผิด และหากว่าพวกเราที่สนใจในเรื่องของการพัฒนาชนบท การพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกๆเรื่องในชนบท ลองไปศึกษาค้นคว้าดูแล้วนำไปใช้ประโยชน์ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ยิ่งกับทุกคน ทุกฝ่าย...”




















