advertisement

ยกเสื้อพระราชทานในหลวง เป็นแบบเสื้อผ้าสำหรับบุรุษ

โดย 8 มิ.ย. 2554 17:40

วธ. จับมือ กรมหม่อนไหม ชูเสื้อพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแบบเสื้อผ้าไทยสำหรับบุรุษ ทั้งแขนสั้นและแขนยาว ส่วน แบบสำหรับผู้หญิง เตรียมระดมดีไซเนอร์ชื่อดังออกแบบให้ทันสมัย เอาใจวัยรุ่น ...

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้นำพระราชกระแสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเชิญให้คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐสวมชุดผ้าสัปดาห์ละ 1 วัน ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนไทย อีกทั้งปีนี้เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตนได้รับรายงานผลการหารือระหว่างนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. และนายไพโรจน์ ลิ้มจำรูญ อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับแบบผ้าไทยที่จะให้ประชาชนสวมใส่ โดยเห็นตรงกันว่า ผู้ชาย ควรจะใช้แบบผ้าไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแบบไว้แล้ว คือ เสื้อพระราชทานแขนสั้น เสื้อพระราชทานแขนยาว และซาฟารี เสื้อพระราชทานจะเน้นวัตถุดิบเป็นผ้าไหม ส่วนซาฟารีเน้นวัตถุดิบเป็นผ้าไทยทั่วไป ซึ่งตามธรรมเนียมที่ปฎิบัติกันมาหากใครสวมใส่เสื้อพระราชทานแขนยาวจะเหมือนกับการใส่สูทแบบสากล เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนผู้หญิงนั้น วธ.จะระดมนักออกแบบ หรือ ดีไซเนอร์ ชื่อดังมาช่วยกันออกแบบผ้าไทยให้เหมาะสมกับผู้สวมใส่ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะออกแบบให้ถูกใจวัยรุ่นให้หันมาสนใจสวมใส่ผ้าไทยด้วย ตนขอย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่เป็นการบังคับ แต่เป็นการสนองพระราชกระแสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยากให้คนไทยถือปฏิบัติ โดยวธ. จะนำรูปแบบเสื้อพระราชทาน และซาฟารี เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.m-culture.go.th

“เนื่องด้วยการรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยเป็นมติ ครม. ผู้ปฏิบัติอย่างรัฐมนตรี ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่ภาคเอกชน สามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนการสวมใส่ 1 วันต่อสัปดาห์จะกำหนดว่าเป็นวันไหนนั้น ขอให้ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานกำหนดตามความเหมาะสม” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ ลิ้มจำรูญ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมจะร่วมกับ วธ. ช่วยกันรณรงค์เชิญชวนให้คนไทยหันมาใช้ผ้าไทย อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ที่มีตามท้องถิ่นมาทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับพื้นที่ เนื่องจากผ้าไทยเป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์ลวดลายที่สวยงาม รวมทั้งเหมาะกับอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา ซึ่งผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม เมื่อสวมใส่ในช่วงอากาศร้อนก็จะเย็น ช่วงอากาศหนาวก็จะอุ่น รวมทั้งเส้นใยจะดูดซับกลิ่นเหงื่อได้ดีกว่าผ้าสังเคราะห์ สำหรับการดูแลรักษาผ้าเหล่านี้ก็ไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ปัญหาของการซักยากดูแลยากส่วนใหญ่จะเกิดจากการตัดเย็บที่นำผ้าสังเคราะห์มาทำเป็นซับในของชุดผ้าไทย หากเป็นผ้าที่ไม่ดีก็จะทำให้ชุดยับง่ายต้องส่งร้านซักรีดหรือต้องมาซักแห้ง ทั้งที่จริงแล้ว ผ้าไทยทั้งผ้าฝ้ายผ้าไหม สามารถซักด้วยมือธรรมดาก็ได้ ซึ่งสมัยโบราณคนไทยยังไม่มีเทคโนโลยีการซักแห้ง ไม่มีน้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่คนโบราณก็ใช้ภูมิปัญญาทำให้ผ้าไทยสามารถซักได้ด้วยมือ ไม่ต้องซักแห้งเหมือนปัจจุบัน

“เราอยากจะเชิญชวนให้คนไทยหันมาใส่ผ้าไทย ที่มีราคาไม่แพง รวมทั้งอยากให้นำมาไทยมาแต่งกายให้เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น สกลนครมีผ้าฝ้ายย้อมคราม ก็จะนำมาตัดเย็บเป็นชุดท้องถิ่นแต่งให้คนรู้ว่า ผ้าชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่แห่งนี้ เป็นต้น ซึ่งอยากให้ใช้ผ้าที่มีในท้องถิ่นของแต่ละภาค และไม่เป็นการบังคับ อย่างของกระทรวงเกษตรฯ จะแต่งชุดผ้าไทยกันทุกวันพุธ หากทุกฝ่ายช่วยกันรณรงค์เชื่อว่า ผ้าไทยจะต้องเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาติ”อธิบดี กรมหม่อนไหม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรณรงค์สวมผ้าไทยเคยเป็นที่ฮือฮามาแล้ว เมื่อสมัยคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ เป็นรมว.วัฒนธรรม เมื่อปี 2549 ในสมัย พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในครั้งนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้ความเห็นว่าควรจะรื้อฟื้นเสื้อพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานให้กับข้าราชการและรัฐบาลไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ใช้สวมใส่ในเวลาราชการ ทั้งนี้ พระองค์ทรงออกแบบเสื้อมีทั้งแขนสั้นและแขนยาวสำหรับผู้ชายที่เหมาะสมกับสภาพ ภูมิอากาศเมืองไทยให้คนไทยใส่ออกงานได้ทั้งเช้าและเย็น แต่มาระยะหลังไม่ได้สวมใส่กัน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด กระทั่งได้สังเกตเห็น พล.อ.สุรยุทธ์ สวมใส่เสื้อพระราชทานในวันประชุมคณะรัฐมนตรี และทราบว่าที่ใส่เป็นความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงนำแบบเสื้อพระราชทานมาแจกจ่ายให้คณะรัฐมนตรี เพื่อขอความร่วมมือให้ช่วยกันนำร่องใส่เสื้อพระราชทาน ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมคงขอความร่วมมือข้าราชการผู้ชายสวมใส่เช่นกัน.

โหวตข่าวนี้