advertisement

การวิจัยกับนโยบายทางการศึกษา

โดย ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ 16 พ.ค. 2554 08:00

"การวิจัย" เป็นนามธรรม หมายถึง กระบวนการค้นหาความรู้ ความจริง หรือคำตอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการได้มาของความรู้ ความจริงหรือคำตอบจึงเป็นที่น่าเชื่อถือเพราะใช้หลักการและวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ การวิจัยเกี่ยวข้องกับสถิติ เพราะการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้นมีขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และทดสอบสมมุติฐานเพื่อการสรุปผลและได้คำตอบของปัญหาวิจัย ผู้วิจัยจึงต้องมีองค์ความรู้ทางสถิติควบคู่กับองค์ความรู้ทางวิธีวิจัยเป็น พื้นฐานจึงจะสามารถทำงานวิจัยได้ดี

ปัญหาของการวิจัยทางการศึกษาเป็น ปัญหาพื้นฐานความคิดทางการวิจัย และระเบียบวิธีวิจัยซึ่งในหลักสูตรเก่าระดับปริญญาตรีมีรายวิชาหรือมีการ เรียนการสอนเนื้อหาสาระของการวิจัยน้อย เน้นในระดับปริญญาโทขึ้นไป ดังนั้นผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมานานกว่า 10 ปีและไม่ได้ศึกษาต่อเพิ่มเติมจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องของการวิจัยน้อย กว่าผู้จบการศึกษาปริญญาตรีในยุคปัจจุบัน ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นครูหรือบุคลากรทางการศึกษาและต้องทำผลงานวิชาการที่มี ลักษณะเป็นงานวิจัย พวกเขาเหล่านั้นจึงไม่ถนัดและไม่สามารถทำงานวิจัยให้ดีได้ จึงมีการ "จ้างทำวิจัย" และ "จ้างทำผลงาน" โดยผู้รับจ้างส่วนมากจะมีความรู้ระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ได้ผ่านกระบวนการเรียนการสอนและทำงานวิจัยอย่างเป็นระบบมาแล้วในหลักสูตร ระดับปริญญาโท

การรับจ้างทำวิจัยนี้ ไม่มีเฉพาะการทำผลงานเพื่อเข้่าสู่ตำแหน่งเท่านั้น มีการรับจ้างทำงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก ที่เรียกว่า "การจ้างทำวิทยานิพนธ์" ในระดับปริญญาโทหรือ "การจ้างทำดุษฎีนิพนธ์" ในระดับปริญญาเอกอยู่ด้วย ซึ่งมีทั้งการจ้างทำทั้งหมดและการจ้างทำบางส่วน จะพบเห็นได้จากการประกาศรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ หรือทำผลงานในเว็บเป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่เว็บที่เป็นของกลุ่มวิชาชีพครูก็ตาม

การจ้างทำวิจัย ซึ่งทำเป็นธุรกิจที่แสวงหากำไรและรายได้เป็นสำคัญ ถือเป็นความตกต่ำของการวิจัยทางการศึกษาอย่างมาก เพราะองค์ความรู้ที่ได้มาจากการวิจัยไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นการจ้างทำ ผู้วิจัยไม่ได้ทำเอง ทำให้คุณค่าและความสำคัญของการวิจัยลดลง การตัดสินใจและการดำเนินงานทางการศึกษาจึงใช้นโยบายและความคิดของผู้มีอำนาจ กำหนดนโยบายโดยไม่นิยมใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย ผู้บริหารบางคนไม่เชื่อถืองานวิจัยหรืออาจเคยใช้บริการจ้างทำงานวิจัย หรือจ้างทำวิทยานิพนธ์ ยิ่งทำให้มีเจตคติต่องานวิจัยทางลบ (Research Prone) และใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ยอมรับผลงานวิจัยทั้งหลาย

การดำเนิน นโยบายทางการศึกษาในทุกประเภท ทุกระดับ และการปฏิรูปการศึกษาโดยรวม จึงมีบางประเด็นที่ไม่ได้ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยเป็นฐาน แต่ใช้ความคิด ความต้องการและผลประโยชน์เป็นฐาน แล้วทำการออกกฎหมาย ระเบียบประกาศต่าง ๆ ใช้บังคับ ทำให้การดำเนินงานบางด้านไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้ ลักษณะของนโยบายและโครงการทางการศึกษาที่เป็นการสนองความต้องการของผู้มี อำนาจ หรือผู้มีอิทธิพลครอบงำผู้มีอำนาจจึงพบเห็นผ่านออกมาทางนโยบายทางการศึกษา อยู่เสมอทั้งในระดับสถานศึกษาและระดับชาติ

การวิจัยเพื่อนโยบาย

เนื่องจาก กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และใช้องค์ความรู้หลายด้าน ประกอบกับต้องใช้เวลาสำหรับการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ จึงจะได้ผลเป็นที่น่าเชื่อถือ การวิจัยทางการศึกษาส่วนมากเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการเรียน รู้ของมนุษย์จำเป็นต้องใช้เวลาสำหรับการศึกษาผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิด ขึ้น บางอย่างใช้เวลานานเกินไปสำหรับการรอผลการศึกษา จึงไม่สามารถรอได้ต้องรีบดำเนินการและทำการวิจัยไปในขณะเดียวกัน

จากการที่กระบวนการวิจัยทางการศึกษามีขั้นตอนที่ซับซ้อนต้องใช้เวลานานนี้เอง จึงไม่สามารถรอผลการศึกษาก่อนการดำเนินการได้ ผลการวิจัยที่เกิดขึ้นจึงอธิบายปรากฏการณ์ในอดีตมากกว่าจะเป็นการสร้างองค์ ความรู้สำหรับการดำเนินนโยบายสำหรับอนาคตการอธิบายขยายผลจากงานวิจัยเพื่อ อนาคตนั้นมีความน่าเชื่อถือน้อยเพราะปัจจัยในอนาคตเปลี่ยนแปลงมาก ผู้กำหนดนโยบายจึงใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการไม่ทำตามข้อเสนอแนะในงานวิจัยซึ่ง เป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้นอย่างมาก การวิจัยจึงถูกเก็บไว้บนหิ้ง ใช้อ้างอิงเป็นประวัติศาสตร์ของการดำเนินการทางการศึกษาตามนโยบายหรือ โครงการใดโครงการหนึ่งเท่านั้น

การวิจัยเพื่อกำหนดนโยบายการศึกษาจึง ควรมีการดำเนินการเฉพาะเรื่อง และสามารถใช้โครงการนำร่องเพื่อการวิจัยสำหรับการขยายผลไปสู่ภาพรวม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นหลักการที่ดีและมีการใช้วิธีการนี้เช่นกันแต่ เนื่องจากการวิจัยเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนใช้เวลามาก และในแวดวงของนักวิชาการมักนิยมอ้างอิงผลของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจึงจะ ทำให้น่าเชื่อถือ ดูดีและเป็นที่ยอมรับ ผู้ใช้ผลวิจัยรู้ถึงจุดนี้จึงใช้วิธีการวิจัยที่ซับซ้อนนี้เป็นเครื่องมือ สำหรับการดำเนินการตามนโยบายที่สนองความคิด ความต้องการ และผลประโยชน์ของตนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการให้มีการทำวิจัยที่ตั้งธงคำตอบไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างไร ผู้ที่จะท้วงติงหรือคัดค้านจะทำได้ยากเพราะเนื่องจากขั้นตอนและกระบวนการ ยิ่งซับซ้อนมากเท่าไรยิ่งเปิดโอกาสให้แต่งแต้มผลของการวิจัยได้มากเท่านั้น

ดังนั้นผลการวิจัยหลาย ๆ งานวิจัยจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือของการดำเนินการสนองนโยบายมากกว่าจะใช้เป็น เครื่องมือของการแสวงหาความรู้ ความจริง หรือคำตอบที่แท้จริง การวิจัยนี้ยังรวมถึงการศึกษาต่าง ๆ ก่อนที่จะลงมือดำเนินการตามนโยบายหรือโครงการใหญ่ ๆ ของรัฐด้วย

การจ้างทำวิจัย

การ ใช้นโยบายให้หน่วยงานของรัฐจ้างทำงานวิจัยเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ ได้ผลตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐขาดบุคลากรที่มีสมรรถนะทางการวิจัยเฉพาะทางบาง ด้าน และหน่วยงานเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยและสถาบันการ ศึกษาที่มีนักวิชาการจำนวนมากถูกผลักดันทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ออกไปหาทุน วิจัยจากภายนอกมหาวิทยาลัย จึงมีอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่รับงานวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ หาเงินเข้ามหาวิทยาลัย ตอบสนองนโยบายวิจัยของมหาวิทยาลัย ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งผลงานวิชาการ เลื่อนตำแหน่งวิชาการ ได้รับการยกย่องจากเกณฑ์การประเมิน มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง โดยไม่ต้องมีภาระงานสอนนักศึกษามากนัก และมหาวิทยาลัยอาจได้รับการยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยซึ่งจะมีผลประโยชน์ ตามมาอีกมากให้กับมหาวิทยาลัย

การรับจ้างทำวิจัยจึงกลายเป็นวัฒนธรรม ของนักวิชาการ และสามารถทำเป็นอาชีพ หรือมีอาชีพนักวิจัยเกิดขึ้นจำนวนมากจนกลายเป็นสิ่งปกติที่จะมีการจ้างทำวิจัย เมื่องานวิจัยเป็นสัญญาการ “จ้างทำของ” ผู้จ้างย่อมกำหนดเงื่อนไขของสัญญาการจ้างได้เสมอ ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่นายจ้างต้องการ ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้างและการกำหนดเงื่อนไขงานวิจัยนั้นยังเป็นช่องทาง ของการแสวงหาประโยชน์จากการตรวจรับงานวิจัยได้อีก เพราะการวิจัยเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนดังกล่าวข้างต้น โอกาสที่การทำงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อให้งานเสร็จทันเวลาจึงมีมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้งานวิจัยไม่น่าเชื่อถือแล้วยังเป็นการนำงานวิจัยเข้าสู่ วงจรธุรกิจและผลประโยชน์จากเงินค่าจ้างทำวิจัย และผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการนำผลวิจัยไปปฏิบัติอีกจำนวนมาก

นโยบายการวิจัย

การวิจัยทางการศึกษาควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้บุคลากรทางการศึกษามี เจตคติที่ถูกต้องกับการวิจัย มีความรู้และความเข้าใจพื้นฐานความสำคัญของการวิจัย หลักการและกระบวนการวิจัย คำศัพท์ที่ใช้สำหรับการวิจัยรวมทั้งสถิติที่ใช้สำหรับการวิจัย เพื่อให้สามารถทำวิจัยเองได้ตามบริบทการทำงานของตน

การที่บุคลากร ทางการศึกษาจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถทำวิจัยได้ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตนเองและ พัฒนาการศึกษาได้ แต่ต้องถูกบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ทำวิจัย "การจ้างทำวิจัย" จึงเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าผู้ที่สามารถทำวิจัยได้ก็ยังหันมาใช้วิธีการจ้างทำวิจัยเพราะ รวดเร็วและสบายกว่าการลงมือทำด้วยตนเอง ทำให้งานวิจัยไม่น่าเชื่อถือ ไม่กล้านำไปใช้ ไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนา เป็นเพียงการทำเพื่อให้ได้ตามเงื่อนไขของการกำหนดตำแหน่งและการประเมิน เท่านั้น

การกำหนดให้งานวิจัยเป็นผลงานของการเลื่อนตำแหน่งจึงอาจไม่ เหมาะสมสำหรับบุคลากรทางการศึกษาบางกลุ่ม สมควรที่จะมีการทบทวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการด้วยการใช้งานวิจัยเสีย ใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของบุคลากรทางการศึกษาแต่ละกลุ่มต่อไป


รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement