กทช.เอาคืน ถูกโจมตีรีบเร่งเปิดประมูลใบอนุญาต 3แฉแผนแม่บทไอซีที เตรียมแนวทางเลิกสัญญาสัมปทานสื่อสารที่มีอยู่ภายในปี 53 เพื่อให้การแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ...
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยในงานสัมมนา "โอกาสและอุปสรรค 3 จี ในประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ว่า ประเทศไทยเสียโอกาสมามากแล้ว หลังจากที่การเปิดให้บริการ 3 จียืดเยื้อมานาน ซึ่งค่าเสียโอกาสที่ว่านั้นมีมูลค่ามากมายมหาศาลเกินกว่าจะประเมินค่าได้
"ช่วงที่รายชื่อคณะกรรมการใหม่กำลังเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกของวุฒิสภา คณะกรรมการชุดปัจจุบันมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ขอยืนยันว่าเราไม่ได้เร่งรีบอะไร หากการทำประชาพิจารณ์ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2
วันที่ 12 พ.ย.นี้ มีข้อโต้แย้งกันมาก ก็พร้อมที่จะจัดครั้งที่ 3 ต่อ หรือหากการคัดเลือกกรรมการใหม่เสร็จสิ้นลง ก็พร้อมส่งมอบงานให้ ถึงตอนนั้นทิศทางของ 3 จี จะเป็นอย่างไรก็คงต้องแล้วแต่"
ทั้งนี้ ปัจจุบันขั้นตอนการคัดเลือกกรรมการ กทช.ใหม่ กำลังเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา คาดว่าจะเป็นช่วงปลายเดือน พ.ย. โดยกรรมการ กทช.ชุดแรกจำนวน 7 คนนั้น ได้ลาออกไป 1 คน และจับสลากออกตามระเบียบ 3 คน ทำให้ต้องคัดเลือกเข้ามาใหม่ 4 คน ส่วนอีก 3 คนในชุดแรกอยู่ปฏิบัติการต่อ โดยนายเศรษฐพร ถือเป็น 1 ใน 3 ที่จับสลากออกจากตำแหน่ง พร้อมกับ พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธาน กทช. และนายเหรียญชัย เรียววิไลสุข
นายเศรษฐพรยังกล่าวว่า กทช.ได้รับแรงกดดันมาก ถูกตั้งคำถามเรื่องการเดินหน้าประมูล 3 จี ทั้งที่มีกรรมการส่วนหนึ่งกำลังพ้นจากวาระ รวมทั้งการทำให้บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ต้องสูญเสียรายได้ หากเอกชนประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ แล้วย้ายฐานลูกค้าเดิมที่อยู่ภายใต้บริการ 2 จี ซึ่งเป็นการรับสัมปทานไปยังบริการ 3 จี
"ขณะที่ทีโอทีได้รับอนุมัติคลื่นทำ 3 จีไปแล้วรวมกว่า 9 ปี แต่ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่นเดียวกับ กสท ก็มีคลื่น 3 จี บนเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอเช่นกัน"
นายเศรษฐพรยังกล่าวด้วยว่า ทีโอที และ กสท อาจมีเวลาเหลือไม่มากนักที่จะปรับตัวให้แข่งขันได้เสียที เพราะตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที นำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ในบทที่ 4 ว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในยุทธศาสตร์ข้อที่ 3.2 นั้น กำหนดให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมดำเนินการบนหลักการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม โดยพิจารณาแนวทางที่ทำให้สัญญาร่วมการงานต่างๆ ที่มีอยู่สิ้นผลภายในปี 2553 และให้ผู้ประกอบการภาครัฐเตรียมแผนรองรับการสิ้นสภาพของสัญญาร่วมการงานด้วย
"หากพิจารณาภายใต้แผนแม่บท ทีโอทีและ กสท คงไม่ต้องรอให้เกิด 3 จี เพราะข้อกำหนดให้สัมปทานสิ้นสุดได้บรรจุอยู่ในแผนแม่บทไอซีทีปีหน้านี้แล้ว"
ด้าน รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การให้ใบอนุญาต 3 จี ไม่สามารถล่าช้าไปกว่านี้ได้ และการประมูลก็ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ส่วนในเรื่องของความมั่นคงนั้น เห็นว่าหมดไปตั้งแต่ไทยมีนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือนับตั้งแต่ อนุญาตให้มีการร่วมการงานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือการกำกับดูแลที่รัดกุมจาก กทช. ส่วนในเรื่องของทุนต่างด้าวนั้น คิดว่าข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นมีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ ห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจต่างชาติเข้ามาแข่งขันกับเอกชนไทย อีกทั้งการลงทุนที่เข้ามาก็เป็นไปตามกฎหมายไทย
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า อยากให้คนที่โจมตีบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้น พูดให้ชัดว่าบั่นทอนความมั่นคงของชาติอย่างไร เพราะแม้เทคโนโลยีที่ใช้ป้องกันประเทศสูงสุดอย่างเครื่องบิน F16 ก็ยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่เป็นความลับ แล้วเทคโนโลยี 3 จี มีความลับตรงไหน
ส่วนนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอให้ กทช.จัดสรรคลื่นให้เท่าเทียมกันทุกใบอนุญาต จากใบแรกให้ 15 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนอีก 3 ใบ ใบละ 10 เมกะเฮิรตซ์ ควรปรับเป็นใบละ 10 เมกะเฮิรตซ์เท่ากันหมด ส่วนที่เหลือ 5 เมกะเฮิรตซ์ จัดสรรให้สำหรับการบริการเฉพาะพื้นที่ (region) เพื่อให้ผู้ประกอบการเล็กมีสิทธิประกอบธุรกิจ.




















