advertisement

ปิดฉากประชานิยมรถยนต์คันแรก

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 11 ก.พ. 2557 06:15

เอกชนวอนไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลอย่าทำอีก!

สรรพสามิตเล็งปิดโครงการรถยนต์คันแรก คาดว่ายอดจองค้างไม่ใช้สิทธิ์  100,000 คัน จากจำนวนรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.25 ล้านคัน วอนบริษัทรถยนต์เร่งรัดผู้ซื้อที่ร่วมโครงการมารับรถยนต์ หากไม่มารับรถ จะถูกตัดสิทธิ์ออกจากโครงการทันที ด้าน ส.อ.ท.วอนรัฐบาลไม่ว่าชุดใดอย่าใช้โครงการนี้หาเสียงอีก เหตุทำให้ตลาดรถยนต์ในไทยเพี้ยน

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ยอดจองรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรกกว่า 120,000 คัน จากจำนวนทั้งหมด 1,259,082 คัน ที่เป็นยอดจองรถยนต์และมีเอกสารครบถ้วนแล้ว โดยผู้มีสิทธิ์ได้ยื่นความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มารับรถยนต์อาจจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากโครงการ แม้ว่ารายละเอียดของโครงการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไม่ได้กำหนดวันหมดอายุของการรับรถยนต์ก็ตาม “ปัจจุบันมีประชาชนที่เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกและได้ใช้สิทธิ์ โดยแบ่งออกเป็นได้รับรถยนต์ไปแล้ว 1,125,627 คัน ยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่มารับรถยนต์ 120,622 คัน ทำให้เกิดยอดคงค้างที่ไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีคนมาใช้สิทธิ์หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ กรมสรรพสามิตได้หารือกับผู้ประกอบการรถยนต์ โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทรถยนต์ติดต่อสอบถามกับลูกค้าที่ถือใบจองเข้าร่วมโครงการว่า ยังมีความต้องการเข้าร่วมโครงการอีกหรือไม่ หากไม่เข้าร่วมโครงการก็จะตัดสิทธิ์ทันที”

ส่วนกรณีที่มีความประสงค์จะร่วมโครงการต่อไป แต่ไม่ยอมมารับรถยนต์จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ตนได้หารือกับผู้ประกอบการว่า ควรผ่อนผันเรื่องระยะเวลา แต่ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะรับรถยนต์ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งประเด็นนี้ในใบจองของรถยนต์บางยี่ห้อบางรุ่น ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะรับรถได้ภายในกี่เดือน นับจากวันที่จองรถยนต์ แต่ก็ยอมรับว่ามีใบจองอยู่จำนวนหนึ่งไม่ได้ระบุระยะเวลารับรถยนต์ที่ชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ บริษัทรถยนต์ได้รับปากจะไปหารือกับลูกค้าเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตมีความต้องการที่จะปิดโครงการดังกล่าว หลังจากได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน  ต.ค.54 และได้ขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.55 เนื่องจากในช่วงปลายปี 54 ประเทศไทยประสบกับภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ประชาชนชะลอเข้าร่วมโครงการ ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนหลายรายประสบปัญหาน้ำท่วมโรงงานจนไม่สามารถเปิดไลน์การผลิตได้

นายสมชายยังกล่าวว่า หากประเมินจากตัวเลขยอดรถยนต์คงค้าง 120,622 คัน มั่นใจว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเพิ่มอีกประมาณ 20,000 คัน ทำให้ยอดคงค้างที่จองรถยนต์ไว้แต่ไม่มารับรถยนต์มีเหลืออยู่ประมาณ 100,000 คัน หรือไม่ถึง 10% จากยอดจองรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจึงไม่น่ามีผลกระทบต่อกระบวนการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับการคืนเงินภาษีสรรพสามิตจำนวนไม่เกิน 100,000 บาทให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนั้น ล่าสุดมีผู้ได้รับเงินไปแล้ว 845,983 ราย คิดเป็นเงิน 60,377 ล้านบาท โดยได้เบิกจ่ายเงินไปทั้งหมด 28 ครั้ง ทุกๆวันที่ 9 ของเดือน ส่วนเงื่อนไขที่สำคัญของโครงการรถยนต์คันแรกคือ ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป โดยเป็นรถยนต์ใหม่อัตรากำลังไม่เกิน 1,500 ซีซี ส่วนรถกระบะไม่กำหนดซีซี มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ห้ามเปลี่ยนมือภายใน 5 ปี และกำหนดระยะเวลาของมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.54 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.55

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒน์พงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จำนวนของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรก ที่ล่าสุดมาขอรับรถยนต์จากผู้ผลิตรถยนต์ไปแล้วรวม 1.13 ล้านคัน และมียอดตกค้างราว 100,000 คัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ค่ายรถยนต์ได้แจ้งให้ทราบว่า ขอยุติการเข้าร่วมโครงการกับภาครัฐแล้ว รวมทั้งผู้ที่ถือใบจอง บางรายแจ้งยืนยันว่า ขอทิ้งใบจองและทิ้งเงินมัดจำ และบางรายแจ้งว่าได้ซื้อรถยนต์รุ่นอื่นและยี่ห้อใหม่แล้ว เพราะมีแคมเปญตอบแทนผลประโยชน์มากกว่าโครงการรถคันแรก ทำให้ไม่มีปัญหาการฟ้องร้องของลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ภาคเอกชนขอวิงวอนว่า ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคการเมืองใด หรือในการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต ขออย่าให้พรรคการเมืองนำโครงการดังกล่าว มาใช้หาเสียงอีกเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชน เพราะผลที่เกิดขึ้นแม้กระทรวงการคลังจะสามารถจัดสรรงบประมาณมาจ่ายคืนภาษีรถยนต์ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการได้ แต่ในข้อเท็จ จริงปรากฏว่า โครงการนี้ทำให้แผนการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยผิดเพี้ยนไปจากปกติ เพราะก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์ก็เร่งกำลังการผลิตรถยนต์คนแรกเพื่อส่งมอบให้เอเย่นต์หรือผู้แทนจำหน่าย แต่เมื่อมีการทิ้งใบจอง ได้ทำให้รถยนต์ในโครงการ 130,000 คัน ไปตกค้างในสต๊อกที่โชว์รูมรถยนต์ และบางโชว์รูมต้องเสียค่าเช่าที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้น และเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์ ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องเปลี่ยนแผนเพื่อหันไปผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ในประเทศได้เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ สามารถผลิตรถยนต์เพื่อส่งมอบให้โชว์รูมทั่วประเทศได้รวม 100,000 คัน โดยในจำนวนนี้มาจากยอดใบจองจากงานมอเตอร์เอ็กซ์โปในช่วงเวลาดังกล่าว 41,000 คัน.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement