advertisement

การเมืองเดือดฉุดเศรษฐกิจชะลอ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2556 05:30

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี  56  ชะลอตัวลงจากภาวะตึงเครียดทางการเมือง นักท่องเที่ยวหวั่นเกิดอันตราย  ตลอดจนบรรยากาศไม่เอื้อต่อการลงทุนและการใช้จ่าย  แม้เศรษฐกิจภายนอกจะดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการส่งออก  แต่สถานการณ์ภายในดูจะยืดเยื้อ  คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตได้เต็มที่ไม่เกิน 3.5% หวังปี 57 เติบโตได้ 4–5% จากแรงหนุนปัจจัยบวก AEC และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ด้วยภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป จีน และอินเดียเติบโต

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชี้ เศรษฐกิจไทยตลอดปี 56 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่แปรปรวน  จากความผันผวนทางเศรษฐกิจของสหรัฐ– อเมริกา การชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจยุโรป ภาวะสงครามและการประท้วงในหลายประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างผลกระทบให้กับภาคการส่งออกของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยในครึ่งปีแรกของปี 56 ภาคการส่งออกของไทยเติบโตได้เพียง  0.95%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเท่านั้น และหากพิจารณาเป็นไตรมาสแล้ว การส่งออกของไทยชะลอตัวติดต่อกันตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 56 จนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 56 ซึ่งเป็นการหดตัวลงถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยมีสาเหตุหลักๆมาจากค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น จากการที่เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า  ซึ่งในส่วนนี้ธนาคาร แห่งประเทศไทยได้เข้าแทรกแซง  เพื่อทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ  จนทำให้ เกิดการขาดดุลในบัญชีเดินสะพัด

เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 56 เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น จากปัจจัยภายนอกประเทศ อาทิ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาส่ง สัญญาณการฟื้นตัว ด้วยตัวเลขการว่างงานที่ลดลงจาก 7.9% ในเดือนมกราคม เหลือ 7.0% ในเดือนธันวาคม  ตลอดจนตัวเลขภาคการผลิต  และผู้ขอเข้ารับสวัสดิการในสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งการส่งสัญญาณในเรื่องของมาตรการ QE ที่ลดปริมาณวงเงินลงในเดือนธันวาคม จาก 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือนเหลือ 75,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน และคาดว่าจะมีการประกาศยกเลิกมาตรการ QE ลงในช่วงไตรมาส 3 ของปี 57 ซึ่งนับเป็นการบ่งบอกถึงสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่น ต่างเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ทำให้ภาคการส่งออกของไทยได้รับอานิสงส์ ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 4.5% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 56

รศ.ดร.มนตรี กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ปัจจัยภายในประเทศในช่วงแรกของครึ่งหลังปี 56 ยังตื่นตัวกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณคงค้างของปี 56 แต่ด้วยงบประมาณแผ่นดินปี 57 ที่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากการยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และการยุบสภาของรัฐบาล ทำให้งบลงทุนในงบประมาณแผ่นดินปี  57  ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ  ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะลอตัวลง  สะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่หดตัวลงมาอยู่ที่ 0.85% ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเสมือนเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ด้วยโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็น เมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ภายใต้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาทนั้น  ทำให้ภาคเศรษฐกิจสามารถคาดการณ์ ได้ว่า  หาก  พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่าน งบประมาณ 350,000 ล้านบาท  ซึ่งเป็นงบลงทุนก้อนแรก  จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเกิดการขยายตัวได้

แต่ด้วยภาวะทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง High-Season ของภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วงปลายปี 56 นี้ ทำให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งนับว่าเป็นรายได้หลักของประเทศในช่วงปลายปี 56 ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากความกังวลในความไม่ปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ หลีกเลี่ยงที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 56 นี้ จึงสามารถขยายตัวได้ไม่เกิน 3-3.5% เท่านั้น

สำหรับในปี 57 ปัจจัยเรื่อง AEC ยังเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ หนุนให้ภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโต ซึ่งในปีหน้า 57 นี้ การลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศไทย  ด้วยปัจจัยหนุนด้าน AEC นั้น จะเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง คือจะเป็นการลงทุนในภาค  Real Sector  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในปี 58 รวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีนมีสถานการณ์ดีขึ้นเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้อุปสงค์ของประเทศเหล่านี้เกิดการขยายตัว ด้วยความที่ประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการส่งออกมากถึง 72% และมีสัดส่วนการส่งออกกับอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมากถึง 25.7% ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศในภาคการลงทุน Real Sector เพื่อ AEC ในครึ่งหลังของปี 57 คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท อยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้  ภาวะเศรษฐกิจภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 63.5% ของขนาดเศรษฐกิจโลกนั้น เมื่อประเทศต่างๆเหล่านี้ ส่งสัญญาณดีขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม แน่นอนว่าย่อมส่งผลกับภาวะเศรษฐกิจผ่านภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในปี 57 นั้น  เศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยการประกาศปรับลดวงเงินมาตรการ  QE  ลงเหลือเพียง  75,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลใช้ในเดือนมกราคม 57 นี้ พร้อมทั้งเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีทีท่าดีขึ้น

จากการแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดภายในประเทศได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ เศรษฐกิจของจีนและอินเดีย ยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจในขาขึ้นอยู่ จากการเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ คาดว่า ภาคการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้เพิ่มสูงขึ้น จากกำลังซื้อภายนอกประเทศ คาดภาคการส่งออกของไทยในปี 57 จะเติบโตได้ถึง 8%

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศนั้น สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในการใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย คาดว่าภาวะที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรง หากกระบวนการยังคงอยู่ในกรอบ ซึ่งน่าจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ไตรมาส สถานการณ์น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟความเร็วสูงนั้น ยังคงเป็นปัจจัยบวกอีกประการหนึ่ง ที่จะช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 57 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นนี้ยังคงต้องขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าว สามารถดำเนินการได้ และรัฐบาลสามารถเชื่อมโยง AEC ด้วยการคมนาคมระบบรางดังกล่าวได้สำเร็จ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีขนาดตลาดใหญ่ขึ้น จากการที่มีโอกาสเข้าเชื่อมโยงกับประเทศจีนตอนใต้ ที่มีประชากรมากถึง 500 ล้านคน และประเทศอินเดียตะวันออก ที่มีประชากรมากกว่า 500 ล้านคน ซึ่งนับว่ามีโอกาสทำให้ เศรษฐกิจไทยเกิดการขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ จากแรงหนุนของ AEC โดยเฉพาะที่จะเกิดการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นในภาคการลงทุนในปี 57 นั้น จะเน้นหนักไปที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ อาคาร ที่พักต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว จะส่งผลให้ตลาดทุนไทย กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากหากพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานประกอบกับผลประกอบการของบริษัทแล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง คาดว่าในปี 57 จะได้เห็นดัชนีราคาหลักทรัพย์อยู่ที่ 1,600 จุด

“นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะได้รับความสนใจจากต่างชาติ ด้วยบรรยากาศเศรษฐกิจภายนอกประเทศที่ส่งสัญญาณดีขึ้น ตลอดจนธุรกรรมการค้าชายแดนจะเกิดการขยายตัว ส่งผลให้ภายในประเทศมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ภาคการบริโภคขยายตัว คาดว่าระดับอัตราเงินเฟ้อในปี 57 จะอยู่ในกรอบไม่เกิน 2.5% และจากสถานการณ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่เกิดขึ้น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดปี และอาจจะมีโอกาสได้เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปี 57 ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาที่มีทิศทางขาขึ้นได้ ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 57 จะเติบโตได้ 4-5%”.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement