วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทองคำทำสถิตินิวไฮต่อเนื่อง

ทองคำทุบสถิติสูงสุด  ทะลุเกือบ 17,000  บาท ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้แนวโน้มเรื่องภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง ทำนักลงทุนแห่เก็งกำไร 

สัปดาห์นี้ ราคาทองคำ ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง ที่ระดับ 1,045 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ และปรับตัว ขึ้นในวันถัดมาที่ระดับ 1,048.20 เหรียญ กระทั่งขึ้น ไปปิดที่ระดับสูงสุดในเช้าวันศุกร์ที่ระดับ 1,056.30 เหรียญต่อออนซ์ ลบสถิติเดิมที่เคยทำไว้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ระดับ  1,023  เหรียญ  ในขณะที่ราคา ทองคำรูปพรรณในประเทศปรับตัวขึ้นไปเกือบแตะบาทละ 17,000 บาท ก่อนจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 16,950 บาท เมื่อมีการเทขายทำกำไรออกมากระทั่ง ราคาทองคำร่วงลงไปอยู่ที่ 1,046.85 เหรียญก่อนปิดตลาด สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า หลังจากที่มีคำสั่งซื้อทองคำเข้ามาในตลาดนิวยอร์ก และยุโรปเมื่อวันอังคารที่ 6 ต.ค.ก็ปรากฏว่า ราคาทองคำ ในตลาดโลกได้ดีดตัวขึ้นกว่า 10 เหรียญทันที และพุ่งขึ้นเหนือระดับที่เคยทำสถิติไว้เมื่อตอนต้นปี

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซื้อขายทองคำของบรรดาผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย กลับไม่ได้คึกคักอย่างที่เคยเป็น หลายตลาดเช่นที่ ดูไบ โตเกียว มุมไบ ซิดนีย์ และ กรุงเทพฯ ไม่มีผู้บริโภคมาต่อคิวยาวออกไปนอกร้านเหมือนอย่างเคยๆ เนื่องเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้นำทองคำออกมาขาย ในช่วงตรุษจีนเกือบจะหมดแล้ว และยังไม่ได้ซื้อกลับคืน ใน ขณะที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งหันไปนิยมทำการซื้อขายทองคำในตลาดค้าทองคำล่วงหน้าแทนการซื้อทองคำแท่งกันมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มยังเฝ้ารอดูสถานการณ์อยู่เพราะเชื่อว่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นกว่านี้อีก

รอยเตอร์ ยังรายงานด้วยว่า ราคาทองคำได้พุ่งขึ้น เกือบ 20% แล้วนับแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุน ส่วนใหญ่จากความอ่อนแอของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และจากแนวโน้มที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อโดยนักลงทุนพากันเข้าซื้อทองคำมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าราคามีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า ราคาทองคำเมื่อคิดเป็นเงินเยนจัดว่าอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่จะเข้าซื้อ แต่ก็ต่ำเกินกว่าที่จะขาย เหตุผลนี้ทำให้ไม่มีคนมาต่อคิวซื้อขายทองคำกันอย่างที่เคยเป็นมา

สำหรับราคาทองคำที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องประดับ และอัญมณีอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของ นายโมฮาเหม็ดชาคราซี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอมิเรตส์ โกลด์ กล่าวว่า บรรดาผู้ค้าเครื่องประดับทองคำในอาหรับอาจต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ โดยใช้วิธีสั่งซื้อเครื่องประดับทอง 14 และ 9 กะรัต (เค) ซึ่งลดจำนวนทองคำที่ใช้เป็นส่วนผสม สำคัญลง นายชาคราซีกล่าวว่า ยุคสมัยของเครื่องประดับทอง 22 เค หรือ 18 เค คงจะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้ ถ้าหากราคาทองคำยังยืนอยู่เหนือระดับ 1,000 เหรียญต่อไป ผู้ค้าทองคำจำนวนหนึ่งให้ความเห็นด้วยว่า นักลงทุนคงจะไม่ซื้อทองคำที่ระดับราคาปัจจุบัน ถึงแม้ผู้ค้าเครื่องประดับจะยังจำเป็นต้องซื้ออยู่ก็ตาม สำหรับประชาชนทั่วไป ถ้าอยากจะซื้อก็เห็นจะต้องรอต่อไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าไปในตลาดอีกครั้ง