advertisement

เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์GDPไทยเหลือ4%จาก4.5%

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2556 15:45

เวิลด์แบงก์ หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยในปีนี้เหลือ 4% จาก 4.5%​ ในขณะที่จีดีพีกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โต 7.1%​ เหตุเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ในขณะที่สหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง...


น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด East Asia Pacific Economic Update โดยพบว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช้าลง เนื่องจากจีนลดการพึ่งพาการส่งออกหันมาเน้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น รวมทั้งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางชะลอตัวลง ทั้ง อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย เนื่องจากการลงทุนลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกลดลง และการส่งออกที่เติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหลือ 7.1% ในปีนี้ และ 7.2% ​ในปีหน้า  ส่วนเศรษฐกิจจีนปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 7.5% ​และ 7.7%​ ในปีหน้า โดยยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ชะลอตัวมากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่จำหน่ายสินค้าทุนและวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมแก่จีน


อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกประเมินจีดีพีไทยปีนี้ขยายตัว 4%​ ปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่คาดว่าจะขยายตัว 4.5% ​แต่สูงกว่าประมาณการของหน่วยงานอื่น เนื่องจากเชื่อว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 2.5%​ สำหรับปัจจัยหลักที่เป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยมาจากอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังล่าช้า โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพดานหนี้สาธารณะได้ จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลง 2%​ โดยธนาคารโลกประเมินว่าหากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลดลง 1% จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง 0.5% และประเมินว่าการประชุมหาข้อสรุปในการขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ในวันที่ 17 ต.ค.นี้จะผ่านพ้นไปได้  เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมทั้งความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าที่จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ซึ่งอาจกระทบรายได้ของผู้ส่งออกและทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ในขณะที่การชะลอตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนจากระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง  และความล่าช้าในการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งหากมีความล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำที่ดีและการปรับปรุงโลจิสติกส์จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement