advertisement

กลับหัวคิด 46: คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

โดย เกรียงไกร กาญจนะโภคิน 1 ต.ค. 2556 05:30

ผมตั้งคำถามนี้ขึ้นมา เพราะว่าผมไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ผมทำงานเพื่ออะไร หรือแม้กระทั่งมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ซึ่งอาจจะเป็นเพราะชีวิตช่วงนี้ของผมวนเวียนกับเรื่องของเพื่อนๆ ร่วมรุ่นสาธิตจุฬฯ ของผมที่ต้องจากไปด้วยโรคภัย และนี่เพื่อนที่สนิทมาก ที่เล่นสนุกมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ก็มาป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง เขาบอกกับเพื่อนๆ ว่าเขาอยากมีชีวิตอยู่แค่ลูกๆ จบมหาวิทยาลัย ชีวิตผมแตกต่างจากเพื่อน เพราะผมไม่มีลูกให้ห่วง แล้วผมก็นั่งคิดว่าผมทำงานไปเพื่ออะไร ผมใช้ชีวิตอยู่ทุกวันเพื่ออะไร ผมเชื่อว่า เมื่อถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านบางท่านก็มีคำตอบแล้ว บางท่านก็ไม่มีคำตอบที่จะตอบตัวเอง

ผมเริ่มย้อนถามตัวเองว่า ผมมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร คำตอบของผมคือ เพื่อการทำให้ทุกความฝันของผมเป็นจริง ซึ่งความฝันผม มันจะเกิดใหม่เรื่อยๆ บางครั้งฝันเก่ายังไม่เสร็จ ฝันใหม่มันก็มาอีกแล้ว ผมเริ่มคิดได้ว่าเพราะผมมีฝันใหม่เสมอ ผมจึงมีพลังที่จะลุกขึ้นสู้อยู่ทุกวัน เพราะทุกความฝันของผมคือเป้าหมายที่ผมต้องไปให้ถึง แม้หลายๆ ความฝัน ผมยังทำไม่เสร็จ แต่มิได้หมายความว่ามันจะไม่สำเร็จ บางครั้งอาจจะต้องรอเวลาเท่านั้นครับ

มีอยู่วันนึง ผมนั่งรถกลับจากไปงานกับน้องตาล น้องคนเก่งของผมก็มีคำถามมาถามผมว่า ผมทำอย่างไรที่สามารถจะสร้างไฟในตัวเองได้ทุกวัน ทำอย่างไรถึงจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง หรือสร้าง Self-built motivation ให้กับตัวเองได้ ระหว่างที่ผมกำลังจะเล่าให้เธอฟัง ซึ่งช่วงนั้นรถติดมาก เพราะเป็นวันศุกร์ตอนประมาณ 5 โมงเย็น และฝนตกหนัก ผมคาดการณ์ว่าอย่างน้อยคงต้องติดในรถอีกเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงแน่ๆ ผมบอกน้องตาลว่าแล้วเอาไว้จะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้เราทิ้งรถกันเถอะ ผมไม่อยากเสียเวลาบนรถ แต่ผมอยากผจญชีวิตคนกรุงเทพในช่วงเวลาเลิกงานดีกว่าเสียเวลาอยู่บนรถเพื่อที่จะกลับไปที่ออฟฟิสมากกว่า แล้วผมกับน้องก็กระโดดลงจากรถเลนขวาสุด เดินข้ามถนนทิ้งรถไปขึ้นรถไฟฟ้า BTS ในเวลาหกโมงเย็นที่แน่นมาก ต้องรอถึง 4 ขบวนถึงจะเบียดขึ้นไปได้ และเมื่อลงสถานีพระโขนง เราก็มองหารถแท็กซี่ แต่ในเวลานั้นและฝนตก เลยไม่มีแท็กซี่ว่างแม้แต่คันเดียวครับ ยืนรอสักพักก็ตัดสินใจกระโดดขึ้นรถเมล์ธรรมดา ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ขึ้น ผมว่าน่าจะกว่า 25 ปีที่แล้ว และเมื่อรถวิ่งไปได้สักสิบนาทีรถติดอีก ซึ่งมีทีท่าว่าจะติดนานมาก เราเลยตัดสินใจลงเดิน เพราะฝนเริ่มซา จนหันไปเห็นมอเตอร์ไซด์ผ่านมา เราก็เลยขึ้นมอเตอร์ไซด์ และไปถึงที่อินเด็กซ์ฯ ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง แล้วรถของผมกลับมาถึงที่อินเด็กซ์ฯ หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ช้ามากนัก ถ้าเรายังนั่งอยู่บนรถฟังเพลง แอร์เย็นๆ

แต่นี่คือคำตอบที่ผมได้ตอบน้องตาล เพราะผมมีวิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้ คือกล้าที่จะออกไปจากที่ที่สะดวกสบาย ออกไปผจญโลกที่เรายังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สำหรับผมมันสะท้อนถึงวิธีการใช้ชีวิตของผมจริงๆ  ผมรู้ว่าการนั่งต่อในรถมันก็แค่อาจจะเสียเวลา แต่ถ้าทิ้งรถคุณจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งอาจจะลำบากอาจจะเปียกฝน อาจจะเจออะไรต่ออะไรที่เรายังคาดไม่ถึงมากมาย แต่ผมเลือกที่จะออกจากความสะดวกสบาย เพื่อไปพบกับเรื่องใหม่ๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างไม่เชื่อ

นั่นคือการทำให้ผมมีไฟในการทำงานอยู่ทุกวัน เพราะถ้าผมยังคงทำงานเหมือนเดิมทุกวัน ผมก็คงไฟมอดไปนานแล้ว แต่ชีวิตวันนี้ของผมสนุกกับเรื่องใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิตเสมอ ทั้งที่เข้ามาโดยบังเอิญหรือเกิดจากฝันใหม่ๆ ของผม ผมได้ทั้งคำตอบให้น้องตาล และคำตอบให้กับตัวผมเองแล้วครับ “ผมมีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน ทำงานเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง นั่นคือคำตอบของผม ส่วนคำตอบที่น้องตาลถามผม ว่าทำไมถึงมีไฟในการทำงานได้อยู่ทุกวัน นั่นก็คือเพราะผมอยากเห็นทุกฝันของผมเป็นจริง มันก็เลยเป็นพลังเป็นไฟให้ผมเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย”

แล้วคุณผู้อ่านละครับ คุณมีชีวิตอยู่ทำฝันของคุณให้เป็นจริงหรือเปล่า

 

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

 

โหวตข่าวนี้