บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส.ต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์ค้านประชาพิจารณ์โครงการน้ำ

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนออกแถลงการณ์ค้านประชาพิจารณ์โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน ชี้ขัดเจตนารมณ์ตามคำสั่งศาลปกครอง เรียกร้อง กบอ.ทบทวน พร้อมหาแนวทางประชาพิจารณ์ที่สอดคล้องกับคำสั่งศาล ขู่เดินหน้าฟ้องหากรัฐเพิกเฉย...

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2556 นายศรีสุวรรณ  จรรยา  นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน  ออกแถลงการณ์ คัดค้านการรับฟังความคิดเห็นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านที่ขัดต่อคำพิพากษาศาลปกครอง โดยรายละเอียดแถลงการณ์ของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุว่า  สมาคมฯ ขอคัดค้านแผนปฏิบัติการดังกล่าว อันเนื่องมาจากเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.56 โดยชัดแจ้ง ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาว่า “ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ของ รธน. กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ด้วยการนำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ไปดำเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ตามเจตนารมณ์ของส่วนที่ 10 สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน และดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดให้มีการศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ตามเจตนารมณ์ของส่วนที่ 12 สิทธิชุมชน ซึ่งอยู่ในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยของ รธน. ทั้งนี้ ก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน (Module)”

โดยเจตนารมณ์ของคำพิพากษาดังกล่าวกำหนดให้รัฐบาลต้องนำ“แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ไปดำเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อหาข้อสรุปสุดท้าย แล้วนำข้อสรุปไปกำหนดเป็นโมดูลต่าง ๆ แล้วจึงค่อยนำไปศึกษาหรือจัดทำรายงาน EHIA ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป มิใช่การนำเอา 10 โมดูลที่รัฐบาลตัดสินใจเปิดประมูลให้กลุ่มบริษัทร่วมค้าที่ประมูลโครงการฯ ได้แล้วไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ก็จะเป็นเพียงแค่เวทีปาหี่ แอบอ้าง หลอกลวงประชาชน หรือเป็นเพียงแค่เวทีโฆษณาชวนเชื่อหรือประชาสัมพันธ์โครงการฯหรือโมดูลต่าง ๆ ของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ก่อเกิดสิทธิหรือนิติสัมพันธ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดตามคำพิพากษาของศาลปกครองแต่อย่างใด

นอกจากนั้นการกำหนดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเพียงแค่ 36 จังหวัดตามแผนนั้น ยังไม่ครบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่มีมากกว่า 65 จังหวัดอีกด้วย จึงไม่สอดคล้องกับแผนแม่บทฯและคำพิพากษาที่กำหนดให้ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน “อย่างทั่วถึง”
อีกทั้งรูปแบบและเนื้อหาของการจัดเวทีในแต่ละจังหวัดเพียงเวทีเดียว ครั้งเดียว และมุ่งจัดแต่เฉพาะในตัวเมืองและตัวจังหวัด ไม่กระจายเวทีหรือตอบโจทย์เนื้อหารายละเอียดของแผนงานฯ ซึ่งขัดต่อความต้องการของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ที่ทำมาหากินและมีบ้านเรือนในแต่ละพื้นที่ แต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล แต่ละอำเภอ ที่จะมีปัญหาและอุปสรรคในการเดินทางไกลมาร่วมประชุมในตัวจังหวัดอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าเป็นกุศโลบายหรือเล่ห์ฉลของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้ภาคประชาชนที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงมาเข้าร่วมเวทีดังกล่าว ดังนั้น พฤติการณ์ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของ รธน.มาตรา 57 วรรคสอง โดยชัดแจ้ง

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอเรียกร้องให้รัฐบาล โดย กบอ. ยุติการดำเนินงานการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองกลางโดยทันที และกลับไปทบทวนแผนงานฯดังกล่าวให้สอดคล้องกับคำพิพากษาต่อไป และหากรัฐบาล และ กบอ. ยังดื้อรั้นเดินหน้าจัดเวทีดังกล่าวต่อไป สมาคมฯจำต้องใช้กระบวนการทางศาลเพื่อหาข้อยุติดังกล่าวต่อไป

สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ(กบอ.) เดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ที่สยามดิสคัฟเวอร์รี่  ซึ่งมีการเปิดรายละเอียดของแผนปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรวม 36 จังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ตั้งแต่เดือน 2 ต.ค.-19 พ.ย.56 นี้

โดยการจัดประชาพิจารณ์ในพื้นที่ทั้ง 9 โมดูล จะเริ่มจาก ภาคเหนือ 12 จังหวัด โดยเปิดประชาพิจารณ์ที่ เชียงใหม่ เป็นจังหวัดแรก 2 ต.ค.นี้  และในวันเดียวกันก็จะมีการจัดประชาพิจารณ์ที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจัดหวัดแรกในพื้นที่ภาคกลาง 19 จังหวัด  ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก เริ่มจัดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 25 ต.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มจากสกลนคร ในวันที่ 30 ต.ค. ภาคใต้ 1 จังหวัด ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. และกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่สุดท้ายในวันที่ 19 พ.ย.นี้  โดยรัฐบาลคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมมากกว่า 60,000 คน.