advertisement

'สมภพ' หวั่นบาทแข็ง ซ้ำรอย 'ต้มยำกุ้ง' แนะรับมือด้วยหลัก 5More

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 17 เม.ย. 2556 12:00

การแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลเศรษฐกิจจะยืนยันว่า ยังสามารถดูแลได้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้ย้อนนึกถึงช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เพราะคล้ายคลึงกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นใกล้ 1,600 จุดเข้าไปทุกที มาร์เก็ตแคปทะลุ GDP ของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

จากมุมมองของ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ พร้อมกับเสนอการบริหารจัดการเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นให้กับผู้ประกอบการไทย โดยระบุว่า 
อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2556 มีการคาดการณ์กันว่าจะสูงถึง 6% ใกล้เคียงกับปี 2540 เป็นอย่างมาก ถ้าจะถามว่าเงินบาทมีโอกาสกลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง คือ 25-26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ หากดูจากสัญญาณต่างๆ ที่ปรากฏในห้วงเวลานี้ก็น่าจะมีโอกาส แต่อาจจะไม่ใช่ช่วงนี้

 

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเงินบาทแข็งกว่านี้เราจะบริหารจัดการอย่างไร?

การแข็งค่าของเงินบาท มาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ 
ประการแรก เกิดจากตัวแปรภายในประเทศ  คือ การส่งออก ในหนึ่งเดือนประเทศไทยมียอดการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลอดปี 2555 ประเทศไทยมียอดส่งออกทั้งสิ้น 240,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากผู้ส่งออกได้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วเทขาย วันหนึ่ง 600-700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะส่งผลต่อค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นทันที เพราะผู้ส่งออกไม่มีใครอยากถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้นาน เนื่องจากทุกคนคาดว่าเงินบาทจะต้องแข็งกว่านี้ ดังนั้น การเทขายดอลลาร์สหรัฐฯ ออกมาในระยะเวลาสั้นๆ อย่างต่อเนื่องจะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น

ประการที่สอง คือ การไหลเข้าของเงินทุน ซึ่งมีอยู่ 2 ปัจจัย ที่เราเรียกว่า ปัจจัยผลักดันและปัจจัยดึงดูดของไทยเอง 
ปัจจัยผลักดันที่ตอนนี้เห็นได้ชัดคือ นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE:Quantitative Easing) ของหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และที่มีพลานุภาพต่อเอเชียมากคือการออกนโยบาย QE ของญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆ นี้  ทำให้มีการปั๊มเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง แล้วเงินเหล่านี้ไหลไปไหน ก็ไหลเข้ามาในประเทศไทย เพราะมีแรงดึงดูดหลายประการ

 

ที่สำคัญคือการเมืองไทยในวันนี้เอื้ออำนวยให้เงินไหลเข้าประเทศ สังเกตจากหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างต่ำ อัตราเงินเฟ้อต่ำ การนำเข้า การส่งออกก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงแม้ปีที่แล้วอาจชะลอตัวบ้าง การว่างงานในเมืองไทยขณะนี้ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำไป ที่มากกว่านั้นประเทศไทยยังเกาะกระแสการเปิดตลาดอาเซียน (AEC) ได้ดีกว่าประเทศอื่น เพราะประเทศไทยเป็น Center Mainland Asean ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประตูสู่อาเซียนของกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CLMV) เงินทุนต่างประเทศจึงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เคยมีคนถามว่า ความเป็น AEC จุดไหนที่มีศักยภาพมากที่สุด คำตอบ คือ CLMV+Thailand เพราะรายล้อมไปด้วยประเทศที่มีขนาด GDP ที่เล็กมาก เนื่องจากในอดีตประเทศเหล่านี้ยังไม่ได้เปิดตัวแบบทุกวันนี้ ดังนั้น GDP ของประเทศ CLMV รวมกันจึงยังมีอัตราไม่ถึงครึ่งของ GDP ประเทศไทย ในขณะที่ประชากรของประเทศ CLMV รวมกันแล้วมากกว่าประเทศไทยถึง 2 เท่า ดังนั้นหากประเทศไทยมีแนวนโยบายที่ถูกต้อง เมื่อเปิด AEC โอกาสในการเจริญเติบโตจึงมีมาก

ขณะเดียวกันเวลานี้ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่บริการพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ (Service Based Economy) ดูได้จากการท่องเที่ยวที่เติบโตรวดเร็วได้ยกระดับความสามารถด้านการบริโภคภายในประเทศให้สูงขึ้น ช่วยลดทอนตัวแปรจากภายนอกประเทศ การส่งออกในอนาคตอาจจะลดน้อยลง นักลงทุนต่างชาติที่เงินทุนหนาก็จะหันมาลงทุนในประเทศไทย

 

โดยสรุปจะเห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งนั้นมีทั้งการเทขายดอลลาร์สหรัฐฯ การไหลเข้าของเงินทุน และการมองเห็นโอกาสใน AEC ของไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ในภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการไทยต้องบริหารธุรกิจด้วยหลัก 5 More

1. More value added  คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย

2. More variety คือ ผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น

3. More market คือ พยายามกระจายสินค้าไปในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น

4. More investment คือ ขยายฐานการผลิตไปในประเทศอื่นๆ มากขึ้น ไม่ลงทุนเฉพาะในประเทศไทย

5. More currency คือ ในการดำเนินธุรกิจต้องใช้เงินตราอื่นๆ ในการค้าขายมากขึ้น

 


นอกจากนั้นแล้วยังต้องบริหารค่าเงิน ค่าแรงงานให้ถูกต้อง เพราะ 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของธุรกิจเพื่อไม่ให้วิกฤติบาทแข็งกลับมาอีกรอบ วันนี้แบงก์ชาติต้องเอาบทเรียนในเรื่องวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นตัวตั้ง แล้วตั้งคำถามว่าทำไมตอนนั้นจึงเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ถ้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจะต้องทำอย่างไร

 

ในขณะที่รัฐบาลต้องดูแล 3 เรื่องให้ดี นั่นคือ 
1. หนี้ครัวเรือน 
2. การบริหารจัดการนโยบายประชานิยมด้วยความระมัดระวัง 
3.ฟองสบู่ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีเค้าลางจากการเพิ่มค่าราคาสินทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีราคาหุ้น การบริโภคภายในประเทศโดยใช้นโยบายการคลังผสานกับนโยบายการเงินอย่างเหมาะสม โดยเริ่มดูแลตั้งแต่บัดนี้เพื่อไม่ให้ฟองสบู่แตก

เพราะ 3 ตัวนี้ คือ ตัวแปรที่สำคัญ อย่าไปคิดว่าหนี้สาธารณะก็ต่ำ หนี้ต่างประเทศก็น้อย ไม่น่าจะเกิดวิกฤติ เพราะหากหันไปดูหนี้ครัวเรือนวันนี้สูงกว่า 20% ลองนึกภาพดูสิว่าถ้าประชาชนรากหญ้าติดกับดักนโยบายประชานิยม อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

นโยบายประชานิยมเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเลือกสรร บางอย่างทำแล้วดี บางอย่างทำแล้วอาจจะสร้างปัญหา ประชานิยมบางโครงการเลี้ยงตัวเองได้ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ แต่ประชานิยมบางโครงการที่รัฐบาลต้องเข้าไปแบกรับต้นทุนก็อาจจะต้องทบทวนดูใหม่ เพราะอาจจะทำให้ประเทศขาดความคล่องตัวได้

 

โลกทุกวันนี้การจัดการความคล่องตัวถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้น เริ่มต้นมาจากฐานของทรัพยากรทางธรรมชาติ ต่อมาพัฒนาเป็นภาคเกษตร ภาคอุตสากรรมและเข้าสู่ยุคของเครื่องจักร ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่แล้ว เป็นเรื่องของ Knowledge Based Economy และ Finance Based Economy ผู้ประกอบการต้องไปคิดต่อว่าเศรษฐกิจไทยต้องปรับโครงสร้างอย่างไร จึงอยู่ได้ หาประโยชน์ได้จากสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้

เรียกว่า ต้องใช้ Two Way Traffic Model คือ ทั้งส่งออกและนำเข้า เพื่อบริหารความเสี่ยงกรณีบาทแข็ง ก็ยังสามารถสร้างสมดุลรายได้ให้องค์กรอยู่รอดได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement