advertisement

ห่วงบาทแข็งกระทบเศรษฐกิจโต 0.1-0.3%

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2556 14:45

วิจัยกสิกร หวั่นบาทแข็งต่อเนื่องทำเศรษฐกิจไทยชะลอตัว หรือแข็งค่าทุกๆ 1% อาจกระทบราว 0.1-0.3% ชี้ลดดอกเบี้ยไม่รับประกันจะสกัดเงินไหลเข้าได้ แต่อาจเพิ่มความร้อนแรงสินเชื่อครัวเรือนทำให้เกิดความเสี่ยง แนะติดตามอย่างใกล้ชิด หากอยู่ที่ 27.90 บาท จีดีพีจะโตได้แค่ 3% ส่วนส่งออกโตเพียง 2.5% ...

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2556 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเงินบาทนับจากต้นปี 2556 เป็นไปในจังหวะที่ค่อนข้างรวดเร็ว และเป็นทิศทางที่แตกต่างไปจากหลายสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ (ณ วันที่ 20 มี.ค.56) ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 5% จากระดับปลายปี 2555 ตอกย้ำภาพการแข็งค่าที่ฉีกตัวทิ้งห่างทุกสกุลเงินในเอเชีย ทั้งนี้ ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท ที่ค่อนข้างรวดเร็วและแตกต่างไปจากสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ประเมินว่าค่าเฉลี่ยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1.0% อาจมีผลกระทบราว 0.1-0.3% ต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2556

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกและเครื่องมือที่ใช้ในการดูแลการเคลื่อนไหวเงินบาท เช่น การลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ ข้อดี คือ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลง อาจลดแรงจูงใจในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดการเงินไทย โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ต้นทุนในการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินของธปท.ออกจากระบบเศรษฐกิจลดลง แต่ข้อเสีย ไม่สามารถรับประกันได้อย่างเด็ดขาดว่า จะสามารถชะลอหรือยุติกระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อาจเพิ่มความร้อนแรงของตลาดสินเชื่อภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินของประเทศในระยะข้างหน้า

ส่วนการแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (ธปท.เข้าซื้อเงินดอลลาร์ฯ) ข้อดี คือ ช่วยชะลอทิศทางการแข็งค่าของค่าเงินบาทได้เป็นระยะ, ลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ภาคธุรกิจมีเวลาในการปรับตัว และผู้เล่นในตลาดที่มีธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ฯ อาจเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการเก็งกำไรจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่ข้อเสียอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทได้ ขณะที่ผลต่อตลาด/ค่าเงินอาจจะมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากธนาคารกลางประเทศชั้นนำของโลกยังคงจุดยืนผ่อนคลายทางการเงิน และปัจจัยพื้นฐานของเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ, สถานะของงบดุล ธปท.ที่บันทึกยอดขาดทุนในส่วนนี้ต่อเนื่อง

ด้านมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่น มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น มาตรการภาษีที่เก็บจากกำไร-ดอกผลจากการลงทุน หรือมาตรการภาษีเงินทุนขาออก ข้อดี มีผลโดยตรงต่อกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน, ลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรจากการแข็งค่าของเงินบาท แต่ข้อเสีย บิดเบือนกลไกตลาด และเป็นการยากที่จะกำหนดระดับความเข้มงวดในการดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน เพราะส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผลทางจิตวิทยา

สำหรับปล่อยตามกลไกตลาด ข้อดี เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ซึ่งอาจช่วยเร่งให้การ Correction ของตลาดการเงินไทยเกิดขึ้นและสิ้นสุดเร็วขึ้น, ธปท.ไม่มีภาระต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซง และการดูแลระดับสภาพคล่อง แต่ข้อเสีย ความผันผวนสูงในตลาดการเงิน, เงินบาทที่แกว่งตัวมากอาจสร้างความเสียหายต่อภาคการส่งออกของไทยที่เผชิญกับโจทย์การแข่งขัน และการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของความต้องการจากต่างประเทศ นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยขาดแรงขับเคลื่อน และอาจชะลอตัวกว่าที่ตัวเลขที่ประมาณการไว้

อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจมีความต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้าต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยิ่งระดับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่มีต่อเศรษฐกิจไทย อาจขยายวงกว้างมากขึ้นตามไปด้วยเพราะโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาฐานการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก

ทั้งนี้ ได้ทำสมมติฐานค่าเงินบาทที่จะมีผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) และการส่งออกของไทยในปีนี้ โดยหากค่าเฉลี่ยเงินบาทอยู่ที่ 29.50 บาท/ดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นไปตามกรณีพื้นฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะทำให้ GDP ปีนี้โต 4.3-5.3% การส่งออกโต 8-13% แต่หากค่าเฉลี่ยเงินบาทอยู่ที่ 28.90 บาท/ดอลลาร์ฯ คาดว่า GDP ปีนี้จะโตได้ 4.2% และการส่งออกจะโตได้ 6.5% และสุดท้ายหากค่าเฉลี่ยเงินบาทอยู่ที่ 27.90 บาท/ดอลลาร์ฯ คาดว่า GDP ปีนี้จะโตได้ 3% และการส่งออกโต 2.5%

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement