advertisement

'ทีดีอาร์ไอ'ชี้ค่าแรง 300 ทำSMEเจ๊ง 1.1แสนราย

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2556 10:15

ทีดีอาร์ไอ เผยผลกระทบค่าแรง 300 ทำธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็กเจ๊งกว่า 1.1 แสนราย จาก 9.3 แสน โดยเฉพาะกลุ่มโอท็อป ภาคบริการ พบลูกจ้าง 5 ล้านคน ยังได้ค่าจ้างต่ำกว่า 300 เพื่อช่วยนายจ้างเพื่อความอยู่รอด ขณะที่นายจ้างส่วนหนึ่งที่ปิดกิจการ ต้องกลับไปเป็นลูกจ้างกิจการใหญ่ ชี้นโยบายสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่เกิดยาก...

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2556 ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการติดตามผลกระทบนโยบายค่าแรงวันละ 300 บาท เปรียบเทียบข้อมูลจากปี 2554 และ 2555 รายไตรมาส พบว่า ในส่วนจำนวนสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 ซึ่งหยุดกิจการไปจำนวนมากนั้น ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2555 ได้กลับมาฟื้นกิจการใหม่ โดยมีจำนวนนายจ้างเพิ่มกลับขึ้นมาอยู่ในระดับเกือบ 1.05 ล้านราย มีเพียง 1 หมื่นรายที่ล้มหายไป และในช่วงเดียวกันนี้ ได้มีการประกาศใช้นโยบายค่าแรงวันละ 300 บาท และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผลไตรมาส 3 พบว่ามีจำนวนนายจ้างลดลงเหลือราว 9.3 แสนราย หายไปราว 1.1 แสนราย กระจายอยู่ในสถานประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีขนาด 1-9 คน โดยปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถฟื้นตัวได้จากผลกระทบจากน้ำท่วม และการขึ้นค่าจ้าง 300 บาทในระยะเวลาต่อเนื่องกัน ทำให้กิจการขนาดเล็กกระทบกระเทือนมาก

สำหรับผลกระทบต่อลูกจ้าง ในส่วนของจำนวนผู้ว่างงานและภาวะการมีงานทำ พบว่าเมื่อมีการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทรอบแรก ส่งผลมีอัตราการว่างงานขยับขึ้นเล็กน้อย จาก 0.6 เป็น 0.8% นายจ้างชะลอการรับคนงานใหม่ โดยผู้ได้รับผลกระทบคือแรงงานใหม่ไม่มีประสบการณ์และแรงงานระดับล่าง ความรู้น้อย แต่ในไตรมาส 3 พบว่าอัตราการว่างงานดีขึ้น มีอัตราการว่างงานลดลง 12% โดยภาพรวมแทบไม่เห็นผลกระทบ เนื่องจากมีการปรับตัว และการขึ้นค่าจ้างทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าไปมีการดูดซับแรงงาน เข้าไปในส่วนทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนตึงตัวอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ในประเด็นค่าจ้าง แม้จะมีผลดีที่แรงงานกลุ่มใหญ่จะได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท แต่ในทางกลับกันผลทางลบคือ ในระหว่างการปรับตัวยังมีลูกจ้างจำนวนมากเกือบ 5 ล้านคน จากการปรับค่าจ้างทั้งสองรอบที่ยังได้ค่าจ้างต่ำกว่า 300 บาท โดยเฉพาะในกลุ่มลูกจ้างเอกชน ซึ่งไม่มีศักยภาพเพียงพอจะจ่ายได้ และเป็นความสมัครใจร่วมกันของนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งบางส่วนเป็นการปรับตัวในลักษณะร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อให้กิจการอยู่รอดได้ ขณะที่ในส่วนของสถานประกอบการขนาดใหญ่สามารถปรับตัว ได้ประโยชน์จากผลกระทบ เช่น หาแรงงานได้ง่ายขึ้น โดยแรงงานนั้นอาจเคยเป็นเจ้าของ หรือลูกจ้างของธุรกิจขนาดเล็กมาก่อน

ทั้งนี้ นโยบายค่าจ้างวันละ 300 บาททั่วไทยนั้น สามารถทำได้ในเชิงนโยบาย แต่ต้องดูแลผลกระทบ โดยเฉพาะที่ชัดเจนตอนนี้คือส่งผลกระทบให้กับผู้ประกอบกิจการขนาดเล็กที่มีลูกจ้าง 1-9 คน ที่ต้องอยู่ในภาวะสูญเสียคนงานให้กับสถานประกอบการที่ใหญ่กว่า ซึ่งสามารถจ่ายค่าจ้างที่สูงกว่าได้ ส่งผลให้คนงานในกลุ่มกิจการขนาดเล็ก ที่มีอยู่ประมาณ 5.8 ล้านคน เหลือเพียง 5.5 ล้านคน หายไปเกือบ 3แสน ยิ่งทำให้ขาดแคลนแรงงานตึงตัวมากขึ้น และนายจ้างส่วนหนึ่งที่อยู่ไม่รอด ต้องผันตัวเองกลับไปเป็นลูกจ้างในกิจการ ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะนายจ้างในกลุ่มธุรกิจที่มีลูกจ้าง 6-9 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำไรจากผลประกอบการต่ำอยู่แล้ว ไม่มีความสามารถในการจ่าย จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เช่น กลุ่มทำสินค้าโอท็อป สินค้าชุมชน และผู้ประกอบการภาคบริการ ซึ่งน่าเป็นห่วงโดยอาจจะมีวิธีแก้โดยให้หันมาธุรกิจครอบครัวทดแทน

“ผลกระทบที่น่าเป็นห่วง จะทำให้การสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทำได้ยากขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กเกิดยากและอยู่รอดได้ยาก จากผู้ประกอบ หรือนายจ้าง จะกลายเป็นลูกจ้างของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ สูญเสียความมั่นใจในการสร้างฐานะ ซึ่งสวนทางกับการสร้างผู้ประกอบการใหม่ จึงควรดูแลเป็นพิเศษ”

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือภาครัฐ จึงควรเพิ่มช่องทางให้นายจ้าง สามารถแจ้งความเดือดร้อนได้สะดวกมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการกลุ่มนี้ จะกระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานภาครัฐกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ พร้อมให้คำแนะนำในการปรับตัว โดยอาจจะใช้เครือข่ายชมรมเอสเอมอี มหาวิทยาลัยซึ่งรัฐเคยให้การอบรม เพื่อตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ โดยบางรายอาจจะเข้าไปช่วยเหลือ ด้านการจัดทำระบบการบริหารจัดการภายในเทคนิคการบริหารต้นทุน หรือของเสีย ช่วยเหลือด้านช่องทางการตลาดและเทคโนโลยี เงินอุดหนุน แม้กระทั่งการฝึกอบรม ปรับเปลี่ยนอาชีพ และชี้แนะช่องทางอาชีพใหม่ๆ หากจำเป็น รวมถึงความร่วมมืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สนับสนุนกิจการขนาดเล็กในเรื่องการบริหารจัดการ ในลักษณะ B to B (Business to Business) หรือการบริหาร แบบ LEAN เป็นต้น.

โหวตข่าวนี้