advertisement

'เป๊ปซี่' ประกาศโละขวดแก้ว หลังคอนเวิร์ส 'เสริมสุข'

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2555 00:05

"เป๊ปซี่" โละน้ำดำขวดแก้ว หลังจบสัญญา "เสริมสุข" พร้อมทุ่มงบ 5.2 พันล้าน สร้างโรงงานในไทยใหญ่ที่สุดในเอเชีย รับช่วงเปลี่ยนถ่ายเป๊บซี่อาจขาดแคลน แต่จะเร่งเดินเครื่องผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการผู้บริโภคโดยเร็ว...

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายจา-กรูท โคเตชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวถึงกรณีที่ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลม “เป๊ปซี่” แต่กำลังจะสิ้นสุดสัญญากับ เป๊ปซี่ โค จากสหรัฐอเมริกา เจ้าของลิขสิทธิ์ลงในวันที่ 1 พ.ย. 2555 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2555 บริษัทจะผลิตและดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มเป๊บซี่เอง โดยขณะนี้บริษัทได้สร้างโรงงานของตนเองบนที่ดิน 96 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง เพื่อเป็นโรงงานผลิตเครื่องดื่มเป๊บซี่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5,200 ล้านบาท โดยภายในโรงงานดังกล่าวจะประกอบไปด้วย เครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง มีไลน์การผลิตทั้งสิ้น 8 ไลน์ และเป็นโรงงานที่ลดการใช้น้ำและพลังงาน อย่างไรก็ตาม โรงงานดังกล่าวสามารถผลิตน้ำอัดลมในรูปแบบขวดพีอีทีและกระป๋อง ซึ่งเชื่อว่ากำลังการผลิตจะเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ

"โรงงานประสิทธิภาพสูงของ เป๊ปซี่ โค แห่งนี้ ได้เริ่มเดินสายการผลิต ‘เป๊ปซี่’ แบบขวดพีอีทีแล้ว โดยจะวางจำหน่ายในตลาดตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.นี้เป็นต้นไป และจะเดินหน้าผลิตอย่างเต็มกำลังในรูปแบบขวดพีอีทีและกระป๋องในเดือน มิ.ย. 2556 ซึ่ง เป๊ปซี่ โค จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างทั่วถึงในทุกช่องทาง ซึ่งรวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านขายของชำ ร้านอาหาร โรงหนัง และร้านค้าส่งทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กระจายสินค้า 50 จุด เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่และกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"

นายจา-กรูท กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา เป๊บซี่ มีบรรจุภัณฑ์ของน้ำอัดลมทั้งสิ้น 3 รูปแบบ คือ ขวดพีอีที กระป๋อง และขวดแก้ว ซึ่งแนวโน้มปัจจุบันพบว่า จำนวนผู้ใช้ขวดแก้วมีลดน้อยลง ฉะนั้น บริษัทจึงตัดสินใจเลืกผลิตเป๊บแบบขวดแก้วตั้งแต่วันที่หมดสัญญากับบริษัท เสริมสุข ซึ่งตั้งแต่นี้ต่อไปในตลาดจะพบกับเป๊บซึ่ในขวดพลาสติกต่างๆ และกระป๋องเท่านั้น ส่วนในเรื่องราคายังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าหลังจากผลิตเองจะขายที่ราคาเท่าไหร่ แต่เชื่อได้ว่าราคาจะยังคงเป็นจุดแข็งที่ทำให้เป๊บซี่สามารถแข่งขันในตลาดได้ต่อไป

"เป๊ปซี่ โค จะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ด้วยการสานต่อแคมเปญการตลาดที่เกี่ยวกับดนตรีและกีฬา ซึ่งเป็นแคมเปญการตลาดที่เข้มแข็งมาก และสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์ เป๊ปซี่ มาแล้วทั่วโลก ซึ่งแคมเปญในประเทศไทยที่ได้นักร้องดังอย่าง ตูน บอดี้แสลม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์นั้น ทำให้ เป๊ปซี่ สามารถครองใจคนไทยได้ จนกลายเป็นแบรนด์เครื่องดื่มน้ำอัดลมที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุด จากผลการสำรวจที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยร้อยละ 73 ลงความเห็นตรงกันว่า  เป๊ปซี่ คือแบรนด์ที่พวกเขารัก"

สำหรับการตั้งเป้ายอดขายหลังสิ้นสุดสัญญากับ เสริมสุข จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น นายจา-กรูท กล่าวว่า ณ เวลานี้ ยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขออกมาได้ แต่สิ่งที่มั่นใจคือ หลังจากนี้เราได้วางแผนที่จะเติบโตมากกว่านี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสัดส่วนแบ่งทางการตลาดของเครื่องดื่มโคล่า (เครื่องดื่มน้ำดำ) เป๊บซี่ ได้สัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด หมายความเรา เป๊บซี่ มียอดขายสูงเป็นอันดับ 1 ของตลาดเครื่องดื่มโคล่า อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่ 2 พ.ย. เป๊บซี่ จะขาดแคลนจากท้องตลาดหรือไม่นั้น นายจา-กรูท กล่าวว่า ยอมรับว่าในช่วงการปรับเปลี่ยนนี้ในการผลิตต่างๆ อาจจะมีการสะดุดบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม จะเร่งเดินหน้าเพื่อเข้าสู่สถานการณ์ปกติให้เร็วที่สุด.

โหวตข่าวนี้