advertisement

จบ!โปรเจกต์ 'โกดังดอนเมือง' อคส.หัวหมุนหาคลังเก็บข้าวรับจำนำรอบใหม่

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 17 ต.ค. 2555 05:30


มาเร็วเคลมเร็ว! จบแล้ว โครงการยักษ์ “โกดังดอนเมือง” เก็บข้าวรัฐ “บุญทรง” แจงนายกฯพื้นที่ไม่เหมาะสม อคส.วิ่งวุ่นรับสมัครโกดัง–คลังสินค้าเอกชน ขอเช่าพื้นที่เก็บข้าวรับจำนำรอบใหม่ที่เริ่มแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่าน คาดสิ้นปีมีที่เก็บอย่างน้อย 3–4 ตัน พาณิชย์ตั้งแล้ว “โฆษกจำนำข้าว”

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึง ความเป็นไปได้ในการจะใช้คลังสินค้าสนามบินดอนเมืองเป็นที่เก็บข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวว่า ได้รายงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์จะไม่ใช้คลังสินค้าของสนามบินดอนเมืองเก็บสต๊อกข้าวของรัฐบาล หลังจากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีความเหมาะสม เพราะติดปัญหาหลายอย่าง ทั้งระบบการจราจรภายในสนามบิน การซ่อมแซมคลังสินค้า เป็นต้น ส่วนการหาพื้นที่ว่างอื่นๆ เช่น พื้นที่ทหารมาใช้เป็นโกดังเก็บสต๊อกข้าวนั้น ยังไม่ได้รับรายงานว่า องค์การคลังสินค้า (อคส.) ไปสำรวจแล้วหรือยัง แต่เข้าใจคงไม่สะดวกในการใช้งานเหมือนสนามบินดอนเมือง จึงน่าจะยุติเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ใช้สนามบินดอนเมืองในการเก็บสต๊อกข้าวรัฐบาล ยืนยันว่า ไม่เกิดปัญหาการเก็บสต๊อกข้าวรัฐบาล เพราะขณะนี้ อคส.กำลังเปิดรับสมัครผู้ประกอบการโกดังกลางเพิ่มเติมอยู่ ประกอบกับ รัฐบาลได้ระบายสต๊อกข้าวเก่าออกไปแล้ว  จึงทำให้มีพื้นที่เหลือพอในการรองรับสต๊อกข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำฤดูกาลใหม่
ด้านนายสมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า อคส.กำลังเร่งเปิดรับสมัครผู้ประกอบการโกดังกลางและคลังสินค้าร่วมเป็นโกดังกลางฝากเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ปี 55/56 เพิ่มเติม ซึ่งทำให้มีพื้นที่เก็บข้าวสต๊อกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 300,000 ตัน หรือเก็บข้าวสารได้ 3 ล้านกระสอบ รวมกับพื้นที่โกดังเดิมที่รัฐได้ทยอยระบายข้าวออกไป ซึ่งทำให้มีพื้นที่เก็บได้อีก 100,000 ตัน หรือ 1 ล้านกระสอบ ทำให้จนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีโกดังกลางที่ใช้ในการเก็บสต๊อกข้าวได้ 3-4 ล้านตัน หรือ 30-40 ล้านกระสอบ

“โกดังกลางที่เพิ่มเข้ามาคาดว่าจะเพียงพอต่อการเก็บสต๊อกข้าวรัฐบาล เพราะจะระบายข้าวควบคู่ไปด้วย ส่วนการตรวจสนามบินดอนเมืองพบว่ามีปัญหาอุปสรรคมาก โดยเฉพาะระบบการจราจรภายในสนามบิน และความปลอดภัยของสายการบิน เพราะการเก็บข้าวจะมีปัญหาเรื่องแมลง หนู ซึ่งอาจไปกัดแทะสายไฟภายในสนามบินได้”

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพื้นที่เก็บสต๊อกข้าวรัฐบาลใกล้เต็มแล้ว นายสมศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง หากดูศักยภาพของโกดังที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชน คาดว่าจะรองรับการเก็บสินค้าได้ทั้งหมด 20 ล้านตัน ยังไม่รวมไซโลที่ขณะนี้เอกชนกำลังลงทุนก่อสร้างเพิ่มเติม โดยได้มีการสมัครเข้าร่วมโครงการรับจำนำกับรัฐบาลแล้ว 6-7 แห่ง สามารถรองรับการเก็บข้าวได้ 2 ล้านตันข้าวสาร ค่าฝากเก็บอัตราเท่ากับโกดังปกติ 20 บาท/ ตัน/เดือน แต่จะได้ค่ารักษาคุณภาพข้าวสูงกว่าในอัตรา 80 บาท/ตัน/เดือน ขณะที่โกดังปกติได้ค่าเก็บรักษา 6 บาท/ตัน/เดือนเท่านั้น ส่วนการรับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ปี 55/56 ตั้งแต่วันที่ 1-15 ต.ค.นั้นมีข้าวเข้ามาอยู่ในส่วน อคส.แล้ว 108,000 ตัน

ขณะที่นางวัชรี  วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวนาไม่ได้รับเงินจากการจำนำข้าวเปลือกนาปรังรอบพิเศษว่า ขณะนี้รัฐบาลพร้อมจ่ายเงินจำนำในส่วนที่ค้างแล้ว โดยชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินให้นำใบประทวนไปขึ้นเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  (ธ.ก.ส.) ได้ตั้งแต่บัดนี้ สาเหตุที่รัฐจ่ายเงินล่าช้าเพราะติดขัดขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติก่อน แต่ไม่ได้เป็นเพราะรัฐบาลไม่มีเงิน ซึ่งล่าสุดที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 15 ต.ค.นี้ ได้อนุมัติวงเงินรับจำนำนาปรังรอบพิเศษเพิ่มเติมอีก 20,800 ล้านบาท ทำให้สามารถจ่ายเงินให้ชาวนาได้ทันที นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้แต่งตั้งให้นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นโฆษกเพื่อชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลแล้ว เบื้องต้นจะชี้แจงเป็นรายสัปดาห์

ด้านนายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวคิดของรัฐบาลที่จะนำท่าอากาศยานดอนเมืองมาเป็นโกดังเก็บข้าวนั้น ในทางปฏิบัติจะเป็นจริงได้อย่างไร เพราะต่อให้ไม่นับเรื่องการเก็บรักษาข้าวไม่ให้เสื่อมสภาพ แค่เรื่องการขนส่ง หากต้องขนข้าวมาเก็บที่สนามบินดอนเมืองเพียง 100,000 ตัน ก็ต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อมากถึง 5,000 คัน เพราะรถสิบล้อแต่ละคันบรรทุกได้ 20 ตัน ลองนึกสภาพรถบรรทุก 5,000 คันวิ่งเข้าออกดอนเมือง และย่านรังสิต และปทุมธานี การจราจรกรุงเทพฯจะเป็นอย่างไร

ขณะที่ด้านการระบายข้าวออกจากสต๊อกรัฐ นายอนันต์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารัฐบาลได้ส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศจริง ตามที่อ้างว่ามีสัญญาการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพราะหากมีการส่งออกจริง จะต้องผ่านพิธีการศุลกากรมีใบรับรองในการมอบสินค้าส่งออก และอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ไม่เชื่อ คือ วิธีการที่รัฐบาลบอกว่าขายข้าวในสต๊อกรัฐที่หน้าโกดังเก็บข้าว ซึ่งปกติวิธีการนี้ไม่มีเอกชนรายไหนนิยมทำกัน เพราะต้นทุนการซื้อจะสูงมาก เนื่องจากต้องเสียค่าขนส่งตั้งแต่ไปรับข้าวมาจากหน้าโกดัง ยิ่งการขายแบบจีทูจี ซึ่งปกติเป็นราคามิตรภาพแล้ว ยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้.

โหวตข่าวนี้