advertisement

คดีโกงหมดอายุ 'ปิ่น จักกะพาก' กลับไทย 'กรณ์-เศรษฐา'เนื้อเต้นรอจ้อ

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 30 ส.ค. 2555 17:35

"ปิ่น จักกะพาก" ราชานักเทกโอเวอร์ ผู้สร้างอาณาจักร "ฟินวัน" ดอดกลับเมืองไทยแล้วเมื่อ 1 สัปดาห์ที่แล้ว หลังคดียักยอกทรัพย์กว่า 2 พันล้าน ที่ธปท.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง หมดอายุความ ขณะที่ "กรณ์" ทราบข่าวแล้ว เผยพยายามติดต่อเพื่อพูดคุยแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ เช่นเดียวกับ "เศรษฐา" อยากเจอในฐานะพี่น้องที่รู้จักมานาน ด้านฝ่าย ก.ม.ธปท.ยอมรับคดีหมดอายุความแล้ว ไม่สามารถเอาผิดได้...

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.  มีรายงานว่า นายปิ่น จักกะพาก "พ่อมดทางการเงิน" ผู้สร้างอาณาจักร "ฟินวัน" บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ จำกัด ได้เดินทางกลับมาเมืองไทยแล้วเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังลี้ภัยอยู่อังกฤษนานกว่า 16 ปี ในคดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้กล่าวหานายปิ่น และพวกรวม 3 คน ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของบริษัทกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เอาไปซึ่งทรัพย์สินของบริษัท กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองและผู้ อื่นอันเป็นการเสียหายแก่บริษัท และร่วมกันยักยอกทรัพย์ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอกธนกิจ จำนวน 1, 766 ล้านบาท เป็นเหตุให้อาณาจักร "ฟินวัน" มูลค่ากว่าแสนล้านบาท ต้องล่มสลาย ลามไปถึงระบบการเงินไทยทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้นล้มระเนระนาดในปี 2540 จนรัฐบาลสั่งพักการซื้อขายหุ้นกิจการ "ฟินวัน" ประกาศลดค่าเงินบาท ซึ่งยังได้ฉุดให้เงินสกุลอื่นในเอเชียดิ่งลงจนนำไปสู่วิกฤติการเงินเอเชีย หรือเรียกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง จนนายปิ่นต้องหลบลี้หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ กระทั่งคดีหมดอายุความเป็นเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุระหว่างวันที่ 29 พ.ย. 2539 ถึง 24 ก.พ. 2540

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นญาติกับนายปิ่น กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า เพิ่งทราบข่าวนายปิ่นกลับมาเมืองไทยแล้ว ขณะนี้พยายามติดต่ออยู่หลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ เพราะมีเรื่องที่อยากจะพูดคุยหลายเรื่อง

เช่นเดียวกับนายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่านายปิ่น กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า เมื่อเช้าวันนี้ได้ทราบว่านายปิ่นกลับมา หากได้เจอกันอยากมีการพูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบตามภาษาพี่น้องที่รู้จักกันมา

ด้านนายสาทร โตโพธิ์ไทย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คดีที่ ธปท. กล่าวโทษต่อนายปิ่น ได้หมดอายุความไประยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นแม้ว่านายปิ่นจะกลับมาประเทศไทย ธปท.ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับนายปิ่นได้ ส่วนผู้บริหารคนอื่นๆ ของบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอกธนกิจ ที่กล่าวโทษไปนั้น ในอดีตศาลชั้นต้นตัดสินให้ ธปท.เป็นผู้ชนะคดี แต่ต่อมาผู้บริหารเหล่านี้ขอยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ตัดสินให้คดีตกไป ในขณะที่อัยการได้ตัดสินใจไม่ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา ทำให้คดีความสิ้นสุดลงไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับคดีความอื่นๆ ที่ ธปท. อยู่ระหว่างฟ้องร้องนั้น ปัจจุบันมีหลายคดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งปัจจุบันมีทั้งที่อยู่ในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ขณะเดียวกันก็มีหลายคดีที่ยังไม่เริ่มดำเนินการฟ้องร้อง เนื่องจากไม่สามารถนำตัวผู้บริหารที่กระทำความผิดมาดำเนินคดีได้ จึงต้องมีการจำหน่ายคดีออกไปก่อน ทั้งนี้คดีนายปิ่นหมดอายุความเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานนว่า ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เป็นผู้กล่าวหานายปิ่น จักกะพาก ผู้ต้องหาที่ 1 นายเติมชัย ภิญญาวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 2 และนายสำราญ กนกวัฒนาวรรณ ผู้ต้องหาที่ 3 ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของบริษัทกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เอาไปซึ่งทรัพย์สินของบริษัท กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองและผู้ อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัท และร่วมกันยักยอกทรัพย์

คดีนี้ สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับรายงานการสอบสวนคดีจากพนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2542 ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 (กรุงเทพใต้) พิจารณาแล้วได้ความว่า บริษัท เอกภาค จำกัด และบริษัท ร่วมบริหารธุรกิจ จำกัด เป็นบริษัทในเครือของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอกธนกิจ จำกัด

เมื่อเดือน ธ.ค. 2539 - ม.ค. 2540 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ จำกัด โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้รับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งออกโดยบริษัท เอกภาค จำกัด และบริษัท ร่วมบริหารธุรกิจ จำกัด โดยผ่านธนาคารอินโดสุเอช จำกัด จำนวน 6 ครั้ง ตั๋วเงิน 31 ฉบับ จำนวนเงิน 966 ล้านบาท ผ่านธนาคารนครหลวงไทย จำกัด จำนวน 4 ครั้ง ตั๋วเงิน 17 ฉบับ จำนวน 418 ล้านบาท และผ่านธนาคารนครธน จำกัด จำนวน 3 ครั้ง ตั๋วเงิน 16 ฉบับ จำนวนเงิน 382 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,766 ล้านบาท ขณะที่บริษัท เอกภาค จำกัด ขาดทุน 1,699 ล้านบาทเศษ บริษัท ร่วมบริหารธุรกิจ จำกัด ขาดทุน 92 ล้านบาท ซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่จะชำระหนี้หรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ธนาคารทั้ง 3 รายดังกล่าว ได้ร่วมกระทำเป็นผู้ผ่านธุรกรรมการรับซื้อและขายตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนดัง กล่าวในลักษณะผิดปกติธุรกิจของธนาคารอันพึงปฏิบัติโดยสุจริต ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำการตรวจสอบพบการออกตั๋วเงินของ บริษัทในเครือทำการซื้อขายกันเองได้อันเป็นการป้องกันการทุจริต ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิด เบียดบัง ยักยอกเอาเงินของบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอกธนกิจ จำนวน 1, 766 ล้านบาท ใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต

ขณะเดียวกันผู้ต้องหา ทั้ง 3 ยังได้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัททั้งสองโดยตรงอีกหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 361 ล้านบาท อัยการจึงสั่งฟ้องนายปิ่น ผู้ต้องหาที่ 1 นายเติมชัย ผู้ต้องหาที่ 2 นายสำราญผู้ต้องหาที่ 3 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2542 ส่วนนายปิ่น ผู้ต้องหาที่ 1 หลบหนีไปนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ระหว่างวันที่ 29 พ.ย.2539 ถึง 24 ก.พ.2540 โดยมีอายุความคดี 15 ปี นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ และได้มีการออกหมายจับ กระทั่งคดีหมดอายุความเมื่อ 24 ก.พ. 2555.

โหวตข่าวนี้