advertisement

ราคาน้ำมันชาติไหนแพง? ชาติไหนถูก?

โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์ 20 ส.ค. 2555 05:30

ถ้าเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ชุดปัจจุบันแล้วละก็ เริ่มต้นปีหน้าเป็นต้นไป คนไทยตั้งแต่เหนือถึงใต้ จากตะวันตกไปถึงอีสาน รวมถึงภาคกลางไปถึงตะวันออก ได้ใช้ราคาพลังงานที่ควรจะสะท้อนความเป็นจริงซะที

ฟังดูแล้วก็อย่านึกโกรธเคืองกันไปเลยครับ เพราะหลักความจริงของมนุษย์ คือ ของแพงไม่ซื้อ ของถูกมีแต่ถามหา ดังนั้น ลึกๆ แล้ว นิสัยของมนุษย์มักจะต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดทั้งสิ้น ลองนึกย้อนไปเมื่อกลางปี 2551 น้ำมันเบนซินบ้านเราขายกันเกือบทะลุ 2 ลิตรร้อยบาท เพราะ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเล่นเก็งกำไรกันไปทะลุกว่า 147 ดอลลาร์ ผมยังจำได้แม่นว่า รถลาบนถนนพื้นล่าง และบนทางด่วนหายไปจากถนนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ติดกันอยู่ทุกวัน มาถึงวันนี้ วันที่น้ำมันดิบโลกเริ่มกลับมามีสีสันช่วงขาขึ้น แต่ยังรักษาระยะห่างจากราคาแพงสุดๆ ในปี 2551 ประมาณกว่า 50 ดอลลาร์ ก็ใช่ว่าเราทุกคนจะสบายใจ และประมาทการใช้น้ำมัน

ผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านลองมาดูการจัดอันดับราคาน้ำมันบลูมเบิร์ก ซึ่งไปทำสำรวจมาทั้งหมด 60 ประเทศทั่วโลกโดยสำนักข่าวชื่อก้องโลกที่มีชื่อว่า บลูมเบิร์ก จะเห็นได้ว่า ประเทศที่มีราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลก คือ นอร์เวย์ ทั้งๆ ที่เป็นชาติที่สามารถผลิตน้ำมันได้มากเป็นอันดับ 1 นอกกลุ่มประเทศโอเปก เป็นไปได้ยังไง? ราคาน้ำมันคุณภาพดีที่สุดที่ขายหน้าปั๊มในประเทศนอร์เวย์ตกแกลลอนละ 10.12 ดอลลาร์ หรือประมาณลิตรละ 85.71 บาท ที่แพงเพราะ รัฐบาลนอร์เวย์ไม่สนับสนุนให้คนทั่วไปใช้รถยนต์ส่วนตัว ต้องการให้ไปใช้ระบบขนส่งคนแบบเยอะๆ จึงต้องใช้ภาษีเป็นเครื่องมือด้วยการเก็บภาษีราคาขายน้ำมันหน้าปั๊มแพงสุดๆ ราคาขายที่แพงนอกจากสกัดคนต้องการซื้อรถยนต์ไปใช้เป็นของส่วนตัวแล้ว ยังได้เงินมากมายไปใช้อุดหนุนค่าเล่าเรียนของคนในประเทศ และยังเป็นกองทุนปรับปรุงซ่อมแซมระบบขนส่งมวลชนให้ทันสมัยตลอดเวลา เลยต้องครองตำแหน่งประเทศที่มีราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มแพงที่สุดของโลก อันดับ 2 คือ ตุรกี ตกลิตรละ 79.89 บาท อันดับ 3 ได้แก่ อิสราเอล ขายหน้าปั๊มลิตรละ 78.57 บาท

ลองขยับมาดูประเทศในเอเชีย อาจจะทายกันถูกยากหน่อยว่าประเทศไหน หรือเขตเศรษฐกิจไหนมีราคาน้ำมันหน้าปั๊มชนิดคุณภาพที่ดีที่สุดที่ขายแพงที่สุด คำตอบคือ เกาะฮ่องกง รัฐบาลเขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกงก็ใช้มาตรการที่ไม่แตกต่างจากนอร์เวย์ ราคาน้ำมันตกแกลลอนละ 8.61 ดอลลาร์ หรือลิตรละ 73 บาท ไม่เพียงจะแพงที่สุดในเอเชียซึ่งเป็นทวีปที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังคว้าอันดับ 4 ของโลกอีกด้วย คนฮ่องกงต้องจ่ายราคาน้ำมันตามกลไกตลาดราคาที่แท้จริง และจ่ายแพงกว่าคนจีนที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่ถึง 76% แต่ถึงจะจ่ายแพงแค่ไหนก็ตาม คนฮ่องกงสามารถหารายได้เก่ง เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่วันละ 99 ดอลลาร์ หรือวันละ 3,168 บาท เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่แพงอันดับ 5 ของโลกแล้ว พูดง่ายๆ คือ คนฮ่องกงหาเงินเพิ่มเพียงวันละ 8.7% เพื่อซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 ลิตร เพียงแค่ค่าทิปจากนักท่องเที่ยวไปถึงผู้โดยสารตามรถยนต์สาธารณะ ก็ไม่ใช่เรื่องยากกับราคาน้ำมันแพงอย่างนี้

กระโดดเข้ามาที่เมืองไทย บลูมเบิร์ก ระบุชัดเจนว่า ราคาน้ำมันเมืองไทยอยู่อันดับที่ 46 จากทั้งหมด 60 ประเทศทั่วโลกด้วยราคาขายหน้าปั๊มกับน้ำมันคุณภาพที่ดีที่สุดเฉลี่ยคิดอยู่ที่แกลลอนละ 4.51 ดอลลาร์ หรือราวลิตรละ 38.35 บาท ฟังดูก็ยังไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่เมื่อถูกจัดอันดับเฉพาะในชาติอาเซียน ราคาน้ำมันบ้านเรากลับแพงเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ยิ่งไปกว่านั้น บลูมเบิร์ก ยังชี้ว่ารายได้เฉลี่ยต่อวันของคนไทยอยู่ที่วันละ 16 ดอลลาร์ ก็ประมาณ 512 บาทต่อวัน เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันอันดับ 46 ของโลก พูดให้เข้าใจสั้นๆ คือ ต้องออกแรงหาเงินต่อวันมากถึง 28% เพื่อเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 1 ลิตร สรุป คือ รายได้เรายังน้อย แม้น้ำมันจะไม่แพงในสายตาคนทั่วโลก เลยต้องประหยัด และขยันมากขึ้นนะครับ.

บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement