advertisement

เจาะลึกท่าเรือทวาย : ตอนที่2 "2.67 แสนล้านบาท เนรมิตทวายโลจิสติกส์อาเซียน"

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ส.ค. 2555 05:30

ในตอนที่ 2 นี้ ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับบริษัทอิตาเลียน เจ้าของขุมทองแห่งใหม่ของอาเซียน ที่นักวิเคราะห์ด้านการลงทุน มองว่าจะกลายเป็นคู่แข่งอันสำคัญของสิงค์โปร์ ในการชิงความเป็นโลจิกส์ติกอาเซียนแห่งใหม่ มูลค่าการลงทุนในขั้นต้น ที่มีไม่ต่ำกว่า 2.67 แสนล้านบาท สำหรับสัปทาน 75 ปี บริษัทจะมีทิศทางอย่างไร และอยากร้องขออะไรกับทางรัฐบาลไทย สำหรับการก้าวเดินไปสู่จุดมุ่งหมายอันสำคัญดังกล่าว จะมีอะไรบ้าง เราลองไปติดตามกันดู...

ทุ่ม 2.67 แสนล้านบาท เนรมิตทวายสู่การเป็นโลจิสติกส์อาเซียน ภายใต้สัปทาน 75 ปี

บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 และดำเนินกิจการบริหารโครงการทวาย โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ได้รับสิทธิ์จากรัฐบาลพม่าในการพัฒนาพื้นที่บริเวณ 205 ตร.กม. ในทวาย ภายใต้การลงนามขอบข่ายข้อตกลงระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย และการท่าเรือแห่งสหภาพพม่า


นางสาวพัชรา ศิริเชิดชูเกียรติ ผู้ประสานงานโครงการ บริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามในกรอบความตกลงกับการท่าเรือ กระทรวงคมนาคมของสหภาพพม่า เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการ โดยท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 205 ตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดทวาย ประมาณ 28 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในตอนเหนือของอ่าวเมืองมะกัน มีการลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ถนนเชื่อมโยงจากทวายไปยังประเทศไทย และด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลพม่าในการเชื่อมโยงทางรถไฟจากทวาย ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ มูเซ เชื่อมต่อไปยังทางรถไฟจีนที่คุนหมิง ทำให้โครงการนี้ได้รับการเสนอให้เป็นจุดศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งบริษัทฯ มีระยะเวลาสัมปทาน 75 ปี โดยการลงทุนจะแบ่งออกเป็นระยะ โดยประมาณการมูลค่าการลงทุนในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานของโครงการทวายจะอยู่ที่ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.67 แสนล้านบาท (31.50 บาท ต่อดอลลาร์ฯ) และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเฟสที่ 1 ภายในสิ้นปี 2558 และพร้อมจะดำเนินการในต้นปี 2559

ขอรัฐช่วยหนุนโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงไทย-พม่า

นางสาวพัชรา กล่าวต่อว่า โครงการท่าเรือทวายจะแบ่งการพัฒนาโครงการเป็นภาค ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับบริษัทต่างๆ ส่วนการรับรู้รายได้และจุดคุ้มทุนของบริษัทคาดว่าจะรับรู้ก็ต่อเมื่อสามารถขายที่ดินในบริเวณโครงการได้ ซึ่งการลงนามบันทึกความเข้าใจไทย-พม่า จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของโครงการในสายตาของนักลงทุนและสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินการโครงการเป็นไปด้วยความราบรื่นเสมอมา และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับนักลงทุนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

"สิ่งที่อยากจะได้จากรัฐบาลคือ ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการก่อสร้างถนน เพื่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยและโครงการทวาย รวมถึงระบบศุลกากรด้วย ส่วนเหตุผลที่ทำให้บริษัทฯ เลือกมาลงทุนในทวายเนื่องจากทำเลที่ตั้งของโครงการเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต่างๆ ได้"

การเมืองพม่าปึ้ก ไม่กระทบการลงทุน สร้าง 6 เขตอุตสาหกรรม

นางสาวพัชรา กล่าวถึงปัญหาการเมืองของพม่าว่า ไม่กระทบกับการลงทุนเพราะที่ผ่านมาการดำเนินงานต่างๆ ก็เป็นไปอย่างราบรื่นดี ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพม่าก็ได้ให้การสนับสนุนบริษัทในการพัฒนาโครงการทวาย อย่างไรก็ตามหากมีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อระหว่างทวายกับแหลมฉบังจะทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งได้

อย่างไรก็ตาม โครงการที่บริษัททวายได้ลงทุนนั้น คือการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 เขตอุตสาหกรรม ได้แก่ ที่อยู่อาศัย การค้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องภายในนิคมอุตสาหกรรม ถนนและทางรถไฟเชื่อมโยงไปสู่ประเทศไทย รวมถึงน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวมะตะบันไปยังชายแดนไทยพม่า สำหรับประโยชน์คือ ท่าเรือน้ำลึกทวายจะทำหน้าที่เป็นประตูสู่การค้าใหม่ในเส้นทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกให้กับอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา ซึ่งจะช่วยลดการจราจรที่คับคั่งในช่องแคบมะละกา ลดเวลาการขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเป็นสถานที่ที่ได้เปรียบในการค้าเนื่องจากตรงเข้าถึงทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียในการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ในนิคมอุตสาหกรรมยังช่วยสร้างตลาดใหม่สำหรับการลงทุนของต่างประเทศ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและจากการคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงการพัฒนาระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ท่าเรือระดับโลก รับเรือระวางบรรทุกสูงสุดสบาย สินค้าผ่านไม่ต่ำกว่า 250 ตันต่อปี แถมเร็วเพียงลัดมือ

สำหรับจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงการดังกล่าว คือ 1. ท่าเรือ ที่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้สูงถึง 3 แสนเดทเวทตัน (DWT หรือระวางบรรทุกสูงสุดของเรือ) และรองรับปริมาณสินค้าผ่านท่าสูงสุด 250 ล้านตันต่อปี โดยมีท่าเรือสำหรับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าหีบห่อ สินค้าเทกองแห้ง เช่น ธัญพืช แร่ ถ่านหินและปุ๋ย สินค้าเหลว เช่น น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงการมีหน่วยบริหารจัดการท่าเรือและการเดินเรือระดับโลก 2.ถนนเชื่อมระหว่างเขตแดน มีเส้นทางลัดใหม่เชื่อมโยงไทยสู่ทวาย ด้วยระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตรจากชายแดน ทางหลวงขนาด 4 เลนพร้อมระบบควบคุมการเข้าออกอย่างเต็มรูปแบบ ศูนย์บริการข้ามแดนครบวงจรที่จุดผ่านแดนไทย-พม่า และใช้เวลาการเดินทางเพียง 5 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางเพียง 330 กิโลเมตร

3.โรงไฟฟ้า ซึ่งจะใช้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดและเพียงพอต่อความต้องการทั้งหมด ซึ่งกำลังการผลิตไฟฟ้าจะเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมทั้งหมดด้วย 4.ระบบการจัดการน้ำ จะมีอ่างเก็บน้ำขนาดความจุ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานทั้งหมดตลอดปี 5.สวนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 6.การสื่อสารโทรคมนาคม มีการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลด้วยสายไฟเบอร์ออปติคความเร็วสูง 1Gbps มีสถานีชุมสายให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือ รวมถึงมีบริการระบบเครือข่ายไร้สาย 3G และเชื่อมต่อกับ International Gateway ของประเทศไทยด้วย

กฎหมายใหม่พม่า สุดเอื้อการลงทุน

สำหรับกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย พม่าได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 คือ 1. กฎหมายว่าด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 2. กฎหมายว่าด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยมีสิทธิพิเศษของนักลงทุน คือ 1.การผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากวัตถุดิบตั้งแต่กระบวนการผลิตโดยเครื่องจักร การดำเนินการคลังสินค้า การขนส่งและให้การบริการ 2. การขนส่งและนำเข้าวัตถุดิบ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร อุปกรณ์และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ในธุรกิจการลงทุนจากในประเทศหรือต่างประเทศเพื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย 3.การพาณิชย์ นำเข้าและส่งออก 4.ค้าขายในตลาดท้องถิ่น ยกเว้นอาหารและยา 5.การจัดตั้งสำนักงานดำเนินการสำหรับธุรกิจการลงทุนและให้บริการงานต่างประเทศในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ภายใต้การอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร 6.การสร้างท่าเรือน้ำลึก 7.การสร้างอุตสาหกรรม เช่น โรงเหล็ก โรงปุ๋ยเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 8. ดำเนินธุรกิจ การบริหารภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย 9. การสร้างถนน สร้างทางรถไฟ สำหรับโครงการจากพื้นที่ที่กำหนดถึงพื้นที่ชายแดน รวมไปถึง สายนำส่งไฟฟ้า ท่อส่งปิโตรเลียมและท่อส่งก๊าซ 10.การจัดตั้งโครงการสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว รีสอร์ต และ 11.ดำเนินธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือไปจากกฎหมายที่มีอยู่ ภายใต้การอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้สำหรับรัฐบาลพม่าผ่านทางภาษีจากโครงการและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โครงการนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานสำหรับคนพม่ากว่าหลายร้อยหลายพันคน ซึ่งแรงงานเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาโครงการ นอกจากนี้สหภาพพม่าจะได้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาประเทศ การใช้ประโยชน์จากท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรมนี้ จะเปลี่ยนทวายเป็นปลายทางการลงทุนใหม่และเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่เพียงแต่ในสหภาพพม่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพื้นที่โดยรวมในภูมิภาคด้วย

สำหรับในตอนที่ 3 เราจะไปพูดคุยกับมือเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลไทย และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการวางแผนเศรษฐกิจทักษิโณมิกส์ อันลือชื่อ ว่าจะมีมุมมอง ต่อก้าวต่อไปของรัฐบาล ในการเดินหมากเศรษฐกิจอันสำคัญ ผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่ออนาคตประเทศไทยในอีก 30 ปีข้างหน้าอย่างไร...

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement