advertisement

เล็กเท่านครพนม รวยต่อหัวมากกว่าคนไทย

โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์ 6 ส.ค. 2555 05:30

ใครๆ ก็รู้ว่าสิงคโปร์เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีขนาดใกล้เคียงเกาะภูเก็ต และมีรายได้ต่อหัวมากที่สุดอันดับ 1 ของอาเซียน นั่นเป็นตัวเปรียบเทียบที่ใช้กันมานาน แต่ปัจจุบันมีการพูดถึงตัวเปรียบเทียบใหม่ในกลุ่มอาเซียน เชื่อได้เลยคนไทยจำนวนมากนึกไม่ถึงว่าจะยังมีประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีขนาดเท่ากับจังหวัดนครพนม แต่รายได้ต่อหัวมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เอาสั้นๆ รวยต่อหัวมากกว่าไทยอีกแล้ว!

เนการา บรูไน ดารุสซาลาม เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่มักจะเรียกกันสั้นๆ ให้ร้องอ๋อกันว่า บรูไน ผมเองก็ไม่เคยไปประเทศบรูไนมาก่อนในชีวิต มีเพียงข้อมูลที่รู้ว่าเป็นชาติที่เต็มไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากมาย มีคนทั้งประเทศกว่า 400,000 คนเล็กน้อย มีหมู่บ้านกลางแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน (แน่นอนว่าหมู่บ้านเกาะปันหยีที่บ้านเราดูเล็กไปทันที) และก็รู้มาว่า บรูไนกำลังต้องปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพราะความโชคดีที่ธรรมชาติให้มาตั้งแต่เกิดประเทศนี้คือทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกำลังจะหมดลงไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า

ลองคิดดูสิครับว่า เมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา บรูไนสามารถผลิตน้ำมันดิบได้สูงสุดถึงวันละ 1,000 ล้านบาร์เรล มีเหลือใช้ส่งออกขายไปทั่วโลกมากมายในฐานะประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 3 ของกลุ่มอาเซียน เมื่อเทียบรายได้จากการส่งออกขายน้ำมันดิบได้ราคาดีไปทั่วโลกกับจำนวนประชากรที่มีเพียงกว่า 400,000 คน ทำให้รายได้ต่อหัวของทุกคนในบรูไนจึงพุ่งสูงติดอันดับ 2 ของอาเซียนเป็นรองเพียงคนสิงคโปร์ ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าวถึงกับต้องสร้างสัญลักษณ์วันแห่งความสำเร็จ วันละ 1,000 ล้านบาร์เรลตั้งอยู่ริมทะเลของเมืองซีเรียทางฝั่งตะวันตกของบรูไน กลายเป็นสัญลัษณ์ที่แสดงออกถึงความรุ่งโรจน์ชัชวาลเหมือนกับในยุคสมัยหนึ่งของไทยที่ดีอกดีใจกันทั้งประเทศว่าไทยมีก๊าซธรรมชาติในทะเลอ่าวไทย แต่ทุกวันนี้ บรูไนสามารถผลิตน้ำมันดิบเหลือเพียงวันละไม่เกิน 150,000 บาร์เรล นั่นหมายถึงผลิตลดลงไปกว่า 6,500 เท่า คำตอบ คือ น้ำมันกำลังจะหมดไปจากน่านน้ำในทะเลและบนแผ่นดินของบรูไน

วันนี้ บรูไน สร้างแผนอนาคตของประเทศใหม่ที่เรียกว่า Wawasan 2035 เพื่อจะทำอย่างไรในการสร้างรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ ท่ามกลางน้ำมันดิบที่กำลังจะหมดลงในอีกไม่เกินปี 2575 แผนที่ว่านั้นน่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมายแค่การเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้าเท่านั้น ผมได้เห็นการร่วมมือกับไทยในการเป็นพี่เลี้ยงเข้าไปพัฒนาเกษตรกรรมโดยเฉพาะ การพัฒนาข้าวของบรูไน โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องมีความรู้และมีความสามารถในการผลิตข้าวเป็นของตัวเองให้ได้ (แม้ว่าคนบรูไนชอบทานข้าวหอมมะลิของไทยเป็นอันดับหนึ่ง เลยทำให้ข้าวไทยครองตลาดบรูไนมาตลอด)

ผมได้เห็นการร่วมมือกับกลุ่มทุนและเทคโลยีกับ 2 ชาติยักษ์ใหญ่อย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น มาตั้งนิคมอุตสาหกรรมผลิตปิโตรเคมีอย่างครบวงจร เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลวเพื่อส่งออกไปสร้างตลาดในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีนแผ่นดินใหญ่ พร้อมๆ กับการเปิดตลาดรถยนต์ของทั้ง 2 ชาติในบรูไน ซึ่งทุกวันนี้รถยนต์ยี่ห้อของเกาหลีใต้ ซึ่งผลิตจากประเทศเกาหลีใต้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในบรูไนไม่น้อย ด้วยราคาน้ำมันดีเซลเพียงลิตรละ 7 บาทกว่า หรือน้ำมันเบนซินไร้สารตกเพียงลิตรกว่า 13 บาท

ผมได้เห็นการเข้ามาของสิงคโปร์เพื่อเป็นพี่เลี้ยงในแง่การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินสำรองระหว่างประเทศของบรูไนให้เกิดประโยชน์กับประเทศในอนาคต เพราะมีเหลืออยู่อย่างมากมาย แต่ก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนทั้งประเทศโดยไม่ร่ำไรที่จะคว้าโอกาสของตลาดทุนโลก (ถึงแม้ว่าในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ Wawasan 2035 ของบรูไนจะไม่มีความสนใจที่จะสร้างตลาดหุ้นในประเทศเลยก็ตาม) ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้เห็นการเข้ามาของมาเลเซียที่ต้องการร่วมมือกับบรูไนเพื่อสร้าง ศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตอาหารฮาลาลของอาเซียนและของโลก ถึงกับมีการเตรียมลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่เกาะมัวรา เพื่อเชื่อมการส่งออกของ 4 ประเทศทั้งบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งโครงการนี้เสร็จภายใน 7 ปีหน้า

แม้จะเป็นประเทศเล็กมีขนาดเท่ากับจังหวัดนครพนมของบ้านเรา แต่ขีดความสามารถในการพัฒนาของบรูไนไม่ต่างกับประเทศยักษ์ของโลกอื่นๆ อย่าง เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกงแม้แต่น้อย ผมจึงอยากได้ยินว่า เมื่อไหร่ที่ระดับจังหวัดของบ้านเรา จะมีขีดการพัฒนาระดับประเทศเหมือนอย่างบรูไนได้บ้าง!!!

บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

โหวตข่าวนี้