advertisement

ร่อนตะแกรงหุ้นสื่อส่ิงพิมพ์

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 3 ส.ค. 2555 05:00

จับตาช่วงเปลี่ยนผ่านโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่

จับตาดูความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ และพฤติกรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ “ร่อนตะแกรง” หุ้นสิ่งพิมพ์ทั้งไทยและเทศ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของกลุ่มทุนใหญ่จากจีน ในขณะที่เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์จำนวนไม่น้อยต้องการขายของออกจากมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ ราคาปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงจนผิดสังเกต เพราะปกติการซื้อขายหุ้นในกลุ่มนี้แทบไม่มีสภาพคล่อง หรือการซื้อขายที่คึกคักนัก โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ นอกจากจะมีกระแสข่าวของการปรับเปลี่ยน หรือขยายกิจการจากสื่อสิ่งพิมพ์ออกไปยังสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ตลอดจนถึงสื่อออนไลน์ และเคเบิลทีวีเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพบว่า ราคาหุ้น บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) หรือ POST เพียงแค่ 5 วันทำการ นับจากวันที่ 17 ก.ค.ถึง 24 ก.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 171.38% จากราคา 3.04 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 8.25 บาท ก่อนจะอ่อนตัวลงมาหลังฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างออกมาบอกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการใดๆของบริษัทที่มีผลต่อการปรับขึ้นของราคาหุ้น นอกจากการออกมาเปิดเผยของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด 23.60% ของ POST ที่ระบุว่า กลุ่มแกรมมี่พร้อมจะขายหุ้นที่ถืออยู่ใน POST ทั้งหมดออกมา หากได้ราคาที่ดี ซึ่งขณะนี้มีผู้แสดงความสนใจจะซื้อหุ้น POST แล้ว โดยเป็นกลุ่มทุนสื่อใหญ่จากจีน

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับกลุ่มผู้สนใจที่จะเข้ามาซื้อหุ้นได้ โดยเงื่อนไขในการเจรจาขายที่สำคัญ ก็คือ ราคาสำหรับหุ้น POST ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ 7.70 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 0.65 บาท หรือเพิ่มขึ้น 9.22% ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ POST ประกอบด้วย 3 กลุ่มใหญ่คือ บมจ.จีเอ็มเอ็ม มีเดีย 23.60%, South China Morning Post สื่อยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน ถือ 20.28% และนายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ถือ 13.49%

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หุ้นสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรงเช่นกัน อาทิ MATI ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จากวันที่ 16 ก.ค. ราคาอยู่ที่ 6.80 บาท ขึ้นไปสูงสุดเมื่อ 25 ก.ค.ที่ 11.60 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 4.80 บาท ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 8.80 บาท แม้จะร่วงลงมา แต่ก็ยังคงปรับตัวในทิศทางที่เพิ่มขึ้น 1.73% หรือเพิ่มขึ้น 0.15 บาท ตามมาด้วยหุ้นเครือเนชั่น ทั้ง NMG, NBC และ NINE ที่อาศัยกระแสขึ้นตามไปด้วย ส่วนหุ้น GRAMMY ขึ้นจาก 22.70 บาท ไปที่ 25.25 บาท ก่อนจะมีการเทขายทำกำไรจนหุ้นร่วงลงมาอยู่ที่ 23.30 บาท

เช่นเดียวกันกับหุ้นในกลุ่มของบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SPORT ราคาปิดอยู่ที่ 2.80 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า, ส่วนหุ้นของบริษัท สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ SMM พุ่งขึ้นไปถึง 3 บาท ก่อนจะมีการเทขายทำกำไร และกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 2.46 บาท เพิ่มขึ้น 0.14 บาท หรือเพิ่มขึ้น 6.03% ขณะที่บริษัท ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TH ราคาปิด 16.30 บาท เพิ่มขึ้น 3.70 บาท หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 29.37%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นสื่อ และสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว มีสาเหตุจากสื่อจำนวนหนึ่งได้ขยายกิจการของตนจากสื่อสิ่งพิมพ์ออกไปทำเคเบิลทีวี และสื่อออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตกันมาก ทำให้ผลประกอบการเริ่มกลับมาดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวว่า ทางกลุ่มทุนจากค่ายสื่อยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง South China Morning Post ต้องการเข้ามารุกธุรกิจสื่อในไทยมากขึ้น ไม่ใช่แต่เพียงการถือหุ้นอยู่ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เท่านั้น โดยต้องการเข้ามาเป็นเจ้าของ และผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวีดาวเทียม และทีวีดิจิตอลด้วย

กระแสการจะเข้าซื้อถือหุ้น POST โดยการเข้าซื้อหุ้นจากกลุ่มแกรมมี่ ซึ่งมีความต้องการเงินทุนจำนวนมากเพื่อลงทุนในธุรกิจทีวีดาวเทียมในช่วง 3 ปี (2555-2558) ที่ตั้งเป้าไว้ว่า จะลงทุนราว 12,000 ล้านบาทในช่วงจังหวะที่แกรมมี่ต้องการขายหุ้นสื่อสิ่งพิมพ์ในมือออก จึงมีความเป็นไปได้มาก ทั้งนี้ โดยนายไพบูลย์ มีความต้องการจะขายหุ้นในมือไม่ว่าจะเป็น POST หรือ MATI ที่ถืออยู่ในสัดส่วนเท่าๆกันกว่า 20% ออกไปพอดี ส่วนกลุ่มทุนที่จะเข้าซื้อหุ้น POST หรือ MATI ก็ดี หากซื้อในสัดส่วนดังกล่าว ก็จำเป็นจะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นรายย่อยตามกฎของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ปัจจุบัน สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับต้องต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่างสื่อออนไลน์ ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า เลือดตากระเด็น เพราะสื่อออนไลน์ สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วกว่า ดังนั้น หากค่ายใดไม่สามารถปรับตัวตามทัน หรือมีทุนไม่เพียงพอจะขยายกิจการไปยังธุรกิจออนไลน์ และทีวีดาวเทียมได้ ก็จำเป็นจะต้อง หาทางผ่องถ่ายหุ้นในมือออกมา หรือหาผู้ลงทุนรายใหม่ที่มีเงินทุนเพียงพอจะขยายกิจการสู้ได้

ในสภาวการณ์เดียวกัน ยังมีกระแสข่าวด้วยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งสองราย เช่น กลุ่มจิราธิวัฒน์ ก็ได้เสนอขายหุ้น POST แก่นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวใหญ่ผู้เป็นเจ้าของกิจการสุราไทยด้วย ในขณะที่มีกระแสข่าวว่า ผู้บริหารค่ายหนังสือพิมพ์มติชน ก็ประสงค์จะออกจากตลาดไป แต่ก่อนจะสามารถดำเนินการใดๆได้ จำเป็นจะต้องมีการระดมเงินทุนจำนวนมาก หรืออาจมากกว่า 1,500-2,000 ล้านบาทเพื่อซื้อหุ้นทั้งหมดกลับคืน

ขณะที่หนังสือพิมพ์จีนอย่าง ตงฮั้ว ซึ่งขยายกิจการสู่การเป็นสื่อออนไลน์ภาษาจีน ก็เตรียมการจะเพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจไปสู่สื่อที่มีต้นทุนต่ำกว่า และเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับโลกของการสื่อสาร และพฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของประชาชน นอกจากนี้แล้ว ยังมีสื่อสิ่งพิมพ์อีกหลายฉบับที่ประสงค์จะขายกิจการของตนออกไป เพราะไม่สามารถแข่งขันกับโลกของสื่อออนไลน์ได้.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement