advertisement

จีดีพีโตไม่ใช่คำตอบแก้ความอดอยากไทยได้ที่ 45 มั่นคงอาหารโลก

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 2 ส.ค. 2555 05:30

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทดูปองท์ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก ที่ประเทศสิงคโปร์ไปเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งทางดูปองท์ได้ให้การสนับสนุน Economist Intelligence Unit หรืออีไอยู เป็นผู้ทำการศึกษา

นายคาร์ล ลูคัส ประธานดูปองท์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก หรือ Global Food Security Index จะช่วยให้โลกมีความเข้าใจที่ดีขึ้นในการจัดการกับความท้าทายด้านการเติบโตของประชากร และยังเป็นเครื่องมือชี้วัดที่จะบอกได้ถึงความมั่นคงทางอาหารทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ โดยดัชนีนี้จะชี้วัดถึงปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะระบุได้ว่าประเทศต่างๆต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาด้านอาหารอย่างไรบ้าง ถือว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการวางกรอบพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของประเทศนั้นๆด้วย

“ในปี 2554 ประชากรของโลกอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านคน และมีเด็กเกิดใหม่ทั่วโลกวันละ 367,000 คน และคาดว่าประชากรของโลกจะมีจำนวน 9,000 ล้านคน ในปี 2593 หรืออีก 38 ปีข้างหน้า โจทย์ที่ท้าทายในอนาคตคือ การผลิตอาหารป้อนประชากรโลก การจัดหาด้านพลังงานด้านต่างๆ โดยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลลง และการปกป้องดูแลมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สำหรับในภูมิภาคอาเซียนมีประชากรประมาณ 600 ล้านคน ในปี 2569 ประมาณการว่าจะมีประชากรกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 300 ล้านคนเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตเมือง ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการอาหาร น้ำ และพลังงาน”

นางปราติบา เทเคอร์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา อีไอยู ผู้ทำการศึกษาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก เปิดเผยว่า ดัชนีดังกล่าวได้ทำการศึกษาจาก 105 ประเทศทั่วโลก ผ่านทางตัวชี้วัด 25 ตัวของโลก วัดความสามารถในการหาซื้ออาหาร (afforda-bility), การเข้าถึงอาหาร(availability) และคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร (Quality and Safety)

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในการจัดอันดับของแต่ละประเทศพบว่า  ประเทศที่มีความมั่นคงทางด้านอาหารมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ขณะประเทศที่อยู่ในอันดับท้ายๆของดัชนี ล้วนมาจากทวีปแอฟริกา รวมถึง มาลาวี โตโก และซูดาน ซึ่งติดอยู่ใน 3 อันดับสุดท้ายของดัชนี ส่วนประเทศ ไทยอยู่อันดับที่ 45 เป็นอันดับสองของอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซีย ดัชนีที่ใช้ชี้วัดความมั่นคงอาหาร จะพิจารณาจากปริมาณอาหาร รายได้ของประชากรในประเทศนั้นๆ หากมีรายได้ต่อหัวสูงก็จะสามารถซื้อหาอาหารได้มาก รวมไปถึงการพิจารณาจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรในแต่ละประเทศด้วย

“ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การบริโภคอาหารของประชากรเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1,200 แคลอรีต่อคนต่อวัน สูงกว่าในประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งบางครั้งในประเทศเหล่านั้นเกิดปัญหาในการผลิตอาหาร ส่งผลให้ประชากรของประเทศบริโภคอาหารในบางช่วงเพียงแค่ 100แคลอรีต่อคนต่อวันเท่านั้น ซึ่งถ้าดูตามเกณฑ์สำหรับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี การบริโภคอาหารเป็นรายบุคคลจะอยู่ที่ 2,300 แคลอรีต่อวัน”

ขณะที่ นายฮิโรยูกิ โคนูมะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการและผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ของแต่ละประเทศ ไม่ได้มีผลที่จะช่วยบรรเทาความอดอยากให้คนในประเทศ เพราะจีดีพีที่เติบโตขึ้นแต่ไม่ได้มีการกระจายอย่างเท่าเทียม รายได้อาจกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อยอยู่ ซึ่งไม่มีโอกาสนำเงินไปซื้ออาหารเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตามข้อกำหนดขององค์การสหประชาชาติ ได้จัดระดับความยากจนไว้ที่ผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐฯต่อวัน หรือประมาณ 38.75 บาท (31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ) ในประเทศไทยมีประชากรที่มีรายได้อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนประมาณ 7-8%

ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถดูแลคนกลุ่มที่อยู่ใต้เส้นความยากจนได้ด้วยนโยบายระยะสั้น เช่นการควบคุมราคาอาหาร การแจกเงินช่วยเหลือ ขณะที่ระยะยาวต้องดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องการสร้างถนน การสร้างระบบชลประทาน การใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เกษตรกร

นายสัตวแพทย์สมชาย  เลาห์วีระพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่อันดับความมั่นคงทางอาหารของไทยในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียนนั้น ดัชนีที่ใช้ชี้วัดที่ไทยได้คะแนนน้อย อยู่ในเรื่องการวิจัยและพัฒนา ที่แต่ละปีประเทศไทยจัดงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาเพียงปีละประมาณ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น และแบ่งมาเป็นการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรไม่ถึง 10% หรือ 500 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของดูปองท์มีถึงปีละ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 62,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ดัชนีอีกตัวของไทยที่ต่ำมากคือ ความมั่นคงทางด้านการเมือง ที่ประเทศไทยได้ 33.33 คะแนน อินโดนีเซียและมาเลเซียได้ 66.67 คะแนน ถือว่าเกือบจะต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาค ยกเว้นกัมพูชาประเทศเดียวที่ได้ 27.78 คะแนน.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement