advertisement

รัฐวิสาหกิจเฮ ป.ตรีขึ้นหมื่นห้า เงินเดือนสูงกว่า 5 หมื่นแห้วต่อ ครม.ไม่ใจอ่อน

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 11 ก.ค. 2555 06:00

ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 52,815 คน เฮ! รับค่าจ้างเพิ่ม ปริญญาตรีได้ค่าครองชีพเพิ่มเป็นเดือนละ 15,000 บาท ส่วนต่ำกว่าปริญญาตรีได้เพิ่มเป็นเดือนละ 9,000 บาท โดยให้เป็นการชั่วคราว  ยกเลิกเมื่อไรก็ได้  แต่พนักงานรัฐวิสาหกิจรายได้สูงกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ยังแห้วต่อไป ครม.ไม่ทบทวนขึ้นเงินเดือน 5% ตามมติปรับโครงสร้างเงินเดือน

น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ รวม 52,815 คน จากจำนวนลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ทั้งสิ้น 271,762 คน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับสูงขึ้น

โดยลูกจ้างที่ได้รับเงินเพิ่มในลักษณะค่า ครองชีพชั่วคราวในครั้งนี้ประกอบด้วย 1. ลูกจ้างที่บรรจุวุฒิปริญญาตรี และมีค่าจ้างต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท จะได้รับค่าจ้างเป็นเดือนละ 15,000 บาท มีจำนวน 31,224 คน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 62.23 ล้านบาท 2. ลูกจ้างที่บรรจุในตำแหน่งที่ใช้วุฒิการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีและมีค่าจ้างต่ำกว่าเดือนละ 9,000 บาท จะได้รับค่าจ้างเป็นเดือนละ 9,000 บาท มีจำนวน 21,591 คน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 21.84 ล้านบาท รวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 84.07 ล้านบาท

ทั้งนี้  มติ ครม.ให้ใช้เงินงบประมาณของแต่ละรัฐวิสาหกิจเอง และกำหนดว่าการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพครั้งนี้ ถือเป็นการจ่ายชั่วคราว ไม่ถือเป็นค่าจ้าง รวมทั้งไม่เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ลูกจ้าง และหาก ครม.มีมติยกเลิกการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวของทางราชการ ก็ให้รัฐวิสาหกิจยกเลิกการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ลูกจ้างด้วย

สำหรับกรณีที่มีพนักงานรัฐวิสาหกิจเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างเงินในกรณีพนักงานมีเงินเดือนสูงกว่า 50,000 บาทต่อเดือนด้วยนั้น นายหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน ที่ว่า เห็นควรยืนยันตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2554 ที่ให้ปรับค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 65 แห่ง ในอัตราไม่เกิน 5% เท่ากันทุกตำแหน่ง ซึ่งมีผลไปแล้วตั้งแต่ 1 เม.ย.2554 เป็นต้นมา ภายใต้เงื่อนไขว่า เมื่อมีการปรับอัตราค่าจ้างใหม่แล้ว จะต้องมีค่าจ้างเดิมรวมกับที่ปรับใหม่ไม่เกิน 50,000 บาท ขณะเดียวกัน ควรนำผลการศึกษาการปรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทั้งระบบมาประกอบการพิจารณาด้วย

โดยการเข้า ครม.ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากมีลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ 300 คน ยื่นหนังสือต่อกระทรวงแรงงานให้เสนอ ครม.ทบทวนมติ ครม.ใหม่ แต่ภายหลังได้ทบทวนแล้ว คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 เห็นว่าการปรับค่าจ้างให้กับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจมีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือลูกจ้างที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 50,000 บาท ขณะที่ผู้มีรายได้เกินกว่าเดือนละ 50,000 บาทถือว่าเป็นผู้มีรายได้สูง สามารถดำรงชีพได้โดยภาครัฐไม่ต้องช่วยเหลือ นอกจากนี้ การขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจทั้งหมด จะสร้างภาระต่องบประมาณของภาครัฐในระดับสูง

โดยจากข้อมูลพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจลูกจ้างทั้งหมด 271,726 คน แบ่งเป็นลูกจ้างที่มีเงินเดือนไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 203,284 คน และลูกจ้างที่มีเงินเดือนเกิน 50,000 บาท จำนวน 68,442 คน คิดเป็น 74.81% และ 25.19% ของลูกจ้างทั้งหมดตามลำดับ

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีความเห็นด้วยว่า การพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามตำแหน่งอาจไม่เหมาะสม เนื่องจากมีความแตกต่างของโครงสร้างและฐานเงินเดือนของแต่ละองค์กร ดังนั้น การใช้ระดับเงินเดือนเป็นเกณฑ์การปรับอัตราค่าจ้างจึงมีความเหมาะสมแล้ว อีกทั้งกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาหาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในภาพรวมให้เหมาะสม และอยู่ระหว่างรอผลการศึกษาของคณะทำงานพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

ทั้งนี้  มีข้อมูลพื้นฐานที่ได้สำรวจจากรัฐวิสาหกิจ 57 แห่ง จาก 67 แห่ง ระบุว่า การขึ้นเงินเดือนให้กับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น 5% โดยกลุ่มที่มีเงินเดือนไม่เกิน 50,000 บาท จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2555-2557 จำนวน 3,265 ล้านบาท 3,897 ล้านบาท และ 3,854 ล้านบาท ตามลำดับ และถ้าปรับขึ้นให้กับผู้มีเงินเดือนตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในปีงบ 2555-2557 จำนวน 3,684 ล้านบาท, 4,487 ล้านบาท และ 3,926 ล้านบาท ตามลำดับ.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement