advertisement

บันฑิตเสือเหลืองถึงเมืองลอดช่อง (รุ่นใหม่)

โดย บัญชา ชุมชัยเวทย์ 14 พ.ค. 2555 05:30

ป่านนี้คลื่นมนุษย์มาเลเซียบางกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มเบอร์ซิห์ 3.0 ซึ่งก่อหวอดชุมนุมประท้วงตั้งแต่ปลายเมษายน เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายกำกับดูแลเลือกตั้งทั่วไปอย่างยุติธรรมในมาเลเซียก็ถูกจับกันไป บาดเจ็บจากการชุมนุมประท้วงกันไป ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเกิดคู่กับการมีม็อบในเมื่อม็อบขาดระเบียบ หรือคลั่งผู้นำม็อบจนขาดความเป็นมนุษย์ แต่ในทางจิตวิทยาที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวก็รับไปเต็มๆ กับความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งส่งผลเสียต่อรายได้เข้าประเทศ เหมือนกับบ้านเราที่สะบักสะบอมในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา นั่นคือจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

แต่ในขณะเดียวกันจุดเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในมาเลเซียก็เกิดขึ้นกับว่าที่มนุษย์แรงงานสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะนักศึกษามาเลเซียไม่ชักช้าที่จะหาโอกาสสร้างรายได้ให้กับชีวิตตัวเองในอนาคต ไม่น่าเชื่อครับว่ากลุ่มคนนักศึกษารุ่นใหม่ที่มาเลเซียตั้งเป้าว่าอีก 1 ปีที่จะเรียนจบ พวกเค้าต้องได้งานทำในต่างประเทศ ไม่ใช่รอสมัครงานทำงานในมาเลเซียอีกต่อไป นี่สิครับ คือวิธีคิดของคนรุ่นใหม่มาเลเซียที่น่าชื่นชม น่าทึ่ง ในขณะเดียวกันก็สร้างศักยภาพอย่างน่ากลัวให้กับมนุษย์แรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามไปที่สิงคโปร์ นักศึกษาปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น มหาวิทยาลัย National University of Singapore กว่า 90% ส่งใบสมัครทางระบบออนไลน์ไปยังสถาบันการเงิน และบริษัทชั้นนำข้ามชาติที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมผลิตงานบันเทิงในระบบดิจิตัล หรือ Digital Content Industry ในอังกฤษ สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยว่าที่บัณฑิตเหล่านี้ตั้งเป้าหมายชัดว่า ต้องไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายในต่างประเทศก่อนหวนกลับประเทศตัวเองในอนาคต เพราะ นักศึกษารุ่นใหม่ของทั้ง 2 ชาตินี้ มองสถานการณ์ความมั่นคงของชีวิตการงานอย่างทะลุปรุโปร่ง ในเมื่อเศรษฐกิจเอเชียกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยแม่เหล็กใหม่แทนที่เศรษฐกิจชาติตะวันตก ที่นับวันจะชะลอตัวและถูกแทนที่ด้วยอันดับเศรษฐกิจของชาติเอเชียในอีก 10 ปีข้างหน้า ฝรั่งหรือชาติตะวันตก จึงต้องการปรับการลงทุนทำธุรกิจทุกรูปแบบมุ่งเข้าหาเอเชีย และอาเซียนอย่างไม่หยุดยั้ง คนในเอเชียจึงกลายเป็นเป้าหมายของทุนตะวันตก

ผมและทีมงานถึงกับอึ้ง ทึ่ง และรู้สึกเสียวแทนมนุษย์แรงงานตามสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในบ้านเรา เพราะยังไม่มีตัวเลขชัดเจน ยังไม่เคยได้ยินชัดๆ กับหู 2 ข้างเลยว่า นักศึกษาในบ้านเราเริ่มปรับวิธีคิดในการรีบมองหาโอกาสการทำงานตั้งแต่เมื่ออยู่ปี 3 (สมมติว่าเป็นระดับมหาวิทยาลัย) ด้วยการเริ่มส่งใบสมัครไปหางานกับบริษัทชั้นนำ หรืออาจไม่มีชื่อเสียงในระดับโลกแต่ก็รู้จักกันในระดับประเทศนั้นๆ ที่อยู่ในต่างประเทศหรือไม่? การอยู่ในวิธีคิดแบบดั้งเดิมเหมือนตัวผมเองเมื่อสมัยยังเรียนปริญญาตรีที่ว่าจบแล้วหางานทำกับบริษัทชื่อเสียงโด่งดังในบ้านเราก่อน หรือบริษัทต่างประเทศที่อยู่ในเมืองไทยก่อน เรียนไปสัก 2 ปี แล้วลาออกไปเรียนปริญญาโท MBA เพื่อกลับมาอัพฐานเงินเดือน ขอบอกว่า นอกจากจะใช้ในยุคนี้และในอนาคตไม่ได้แล้ว เพราะการแข่งขันจากภายนอกไล่บี้ จี้ ติดและแซงหน้าเพื่อหามนุษย์แรงงานที่มีศักยภาพและรักที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตเท่านั้น แต่ต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูงขึ้นอย่างไม่มีวันหวนกลับไปใช้ชีวิตด้วยสินค้า และบริการราคาถูกอีกต่อไป ยิ่งทำให้มนุษย์แรงงานอยู่ยากมากขึ้น ที่สำคัญช้าเกินไปที่จะปรับตัว ต้องออกแรงมากกว่าคนอื่นๆ ที่คิดและกระโจนเข้าไปคว้าโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตก่อน

หากอยู่ และเข้าใจกับความจริงของศักยภาพมนุษย์แรงงานไทยในปัจจุบันและอนาคต หลายคนจะรู้สึกไม่แตกต่างกับผมเลยแม้แต่น้อยว่า แต้มต่อแรงงานไทยทุกระดับลดลงจนน่าใจหาย ฉะนั้น ใครปรับปรุงวิธีคิดของตัวเองได้ก่อน ใครลงมือทำตามวิธีคิดใหม่ได้ก่อน ใครกล้าทำลายความกลัวที่รู้สึกกลัวกันไปเองเมื่อเจอต่างชาติ แค่พูด Hi หรือ Hello ใครคิดเรียนภาษาต่างชาติตั้งแต่ก่อนได้งานทำก่อน ใครกล้าไปทำงานเมืองนอกเพื่อสร้างเครือข่ายพร้อมบ่มเพาะประสบการณ์ได้ก่อน คุณ คือ คนที่สร้างเกมเศรษฐกิจใหม่อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องตามบั้นท้ายต่างชาติในทุกทศวรรษที่ผ่านมา 

บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement