advertisement

ปตท.ลั่นเดินหน้าเต็มที่ 'พลังสีเขียว' เพิ่มเครือข่ายชุมชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.พ. 2555 05:30

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้จัดพิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 13 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว เป็นประธานในพิธี สำหรับการประกวดในปีนี้ ยังคงน้อมนำแนวพระราชดำริ เรื่องความพอเพียงมาเป็นหัวข้อ "วีถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า"...

โดยมีผลงานส่งเข้าประกวด 213 ผลงาน จากการเปิดรับสมัครตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2553 ถึงพฤษภาคมปี 2554  ซึ่งมีผลงานได้รับรางวัลทั้งสิ้น 37 รางวัล แยกเป็นประเภทชุมชน 11 รางวัล บุคคล 6 รางวัล กลุ่มเยาวชน 6 รางวัล งานเขียน 4 รางวัล ความเรียงเยาวชน 8 รางวัล และสื่อมวลชน 1 รางวัล นอกจากนี้ยังมีผลงานรางวัล "สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปี แห่งความยั่งยืน" อีก 1 รางวัล

 

ดร.ไพรินทร์  ชูโชติถาวร  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป็นปีที่ 13 ในการมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว และยังจัดพิธีมอบรางวัลการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “พลังสีเขียวที่ยิ่งใหญ่ สู่กลไกขับเคลื่อนโลก” เพื่อส่งเสริมผลงานด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มจากเครือข่ายของ ปตท.ในการทำงานเพื่อส่วนรวมระหว่างภาครัฐ เอกชนและชุมชน สู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้รู้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และซึมซับประสบการณ์เครือข่ายสิ่งแวดล้อมพลังสีเขียว โดยโครงการจะเดินหน้าโดยไม่หยุดยั้งในการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่าง ยั่งยืน

ทั้งนี้ จากการเดินหน้าผลักดันได้ทำให้การอนุรักษ์ธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นในการสร้าง พลังในการรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือการรณรงค์การใช้หญ้าแฝกถือเป็นแบบอย่างตามแนวพระราชดำริในการดูแล ธรรมชาติซึ่ง ปตท.จะเดินหน้าต่อเนื่องและถือเป็นภารกิจหนึ่งในการสร้างความตระหนักในการ ดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน กล่าวว่า ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิพลังที่ยั่งยืนเพื่อเป็นกำลังใจแก่บุคคลที่อนุรักษ์ ธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสามารถรักษาป่าต้นน้ำได้ถึง 1 ล้าน 6 แสนไร่ และรักษาป่าชายเลนกว่า 2 หมื่น  5 พันไร่

ดร.ส่งเกียรติ ทานสัมฤทธิ์​ ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียว กล่าวว่า ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถือเป็นบทเรียนที่ทำให้คนไทยตระหนักในการรักษาดูแลธรรมชาติมากขึ้น โดยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีมากว่า 10 ปี ซึ่งเราตระหนักมานานแล้วทั้งดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน กระทั่งมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่แล้ว เนื่องจากเราได้ใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก จากการทำที่อยู่อาศัย และภาคการเกษตร ดังนั้น จึงควรใช้พื้นที่ธรรมชาติให้ถูกต้อง และช่วยกันปลูกต้นไม้ ทั้งนี้ สถาบันได้เผยแพร่ การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ มีทั้งไม้เตี้ย ไม้ชั้นสูง และไม้ที่เป็นแนวคุมหน้าดิน โดยทางสถาบันจะมีการเผยแพร่ไปยังชุมชนต่างๆ ภายใต้การให้คำปรึกษาของ ผศ.ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่ปรึกษาศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รีคอฟ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ส่วนการเดินหน้าปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติเริ่มแรกจะต้องมีการคำนวณปริมาณคาร์บอนในต้นไม้ และทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบกับพื้นที่ป่าที่มีอยู่ในระบบนิเวศในแต่ละภูมิภาค คาดว่าใช้เวลา 3-4 ปี จากนั้นการเผยแพร่จะขยายไปยังชุมชนไปเองจาก 1 ชุมชนไปอีก 1 ชุมชน และกระจายไปทั่วในที่สุด

 

ด้านนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียว กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเกิดสภาวะทางสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เกิดน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม สร้างความเสียหาย ต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เป็นจำนวนมาก  แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้คนตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเมื่อย้อนไปเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ที่เข้ามาสถาบันลูกโลกสีเขียวยอมรับว่า ไม่แน่ใจเจตนารมย์ของ ปตท.เท่าไรนัก  เพราะชื่อเสียง ปตท.ในอดีตถูกมองในแง่ลบ เป็นดาวร้ายในการทำร้ายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าการขุดเจาะน้ำมันหรือทรัพยากรสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยความนับถือ อาจารย์สิปปนนท์ เกตุทัต ซึ่งขอให้ตนเข้ามา และเมื่อเข้ามาแล้ว จึงเริ่มเข้าใจเจตนารมณ์ที่ดีของ ปตท.มากขึ้น ในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้านพลังงาน 

สำหรับการทำงานในสถาบันลูกโลกสีเขียว เพื่อสร้างเครือข่าย เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติให้เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย โดย 12 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างเครือข่ายได้มากกว่า 3 หมื่นคนทั้งผู้นำชุมชน โรงเรียน กิจกรรมต่างๆ ที่มาจากการพัฒนาที่ไม่มีความพอเพียง มีการมองผลประโยชน์ส่วนตัวและต่อบริษัทผู้รับเหมา ทำให้ปัจจุบันเหลือป่าไม้แค่ 7% จากจำนวน 65% ดังนั้น จึงควรร่วมมือกัน โดยเริ่มจากตัวเองก่อน เพื่อให้เกิดพลังสีเขียว อันจะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นโลกสีเขียว นอกจากนี้ อยากเห็นเครือข่ายขยายให้ลึกลงไป เพราะยิ่งหลังน้ำท่วมจะมีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงขอให้ช่วยกันเฝ้ามอง

 

 

นางเตือนใจ ดีเทศน์  ประธานคณะกรรมการคัดเลือก รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 13 ประจำปี 2554 กล่าวว่า มนุษย์ต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้อ่อนน้อมและเคารพต่อธรรมชาติ และอยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวง ตามวิถีพอเพียง ดิน น้ำ ป่า  และรักษาระบบนิเวศ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ที่ได้รับรางวัล รวมถึงพิจารณาเรื่องวิถีชีวิตแบบธรรมชาติ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกับป่า ส่วนการให้รางวัลในส่วนบุคคลได้พิจารณาจากคุณธรรรม การยกย่องนับถือ ไม่ใช่รักษาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว 

สำหรับปีนี้มีผลงานโดดเด่นใน กลุ่มชุมชน แต่ทางคณะกรรมการได้เน้นในกลุ่มเยาวชนเป็นพิเศษ และเน้นชุมชุนในเมืองที่สร้างป่าและรักษาระบบนิเวศ โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการระดับภูมิภาคและคณะกรรมการตัดสิน มีการลงพื้นที่เจ้าของผลงานที่มีการอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า ถือเป็นการเน้นเครือข่ายลูกโลกสีเขียวให้กระจายในชุมชน ส่วนปีต่อไปจะเน้นสถาบันการศึกษา โรงเรียนที่สนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติ และในอนาคตจะขยายไปประเทศเพื่อนบ้านจากการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 

อย่างไรก็ตาม จากวิกฤติที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติได้ทำให้มนุษย์เกิดความตระหนักมากขึ้น ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง จีน และอินเดีย ที่มีอุตสาหกรรมก่อก๊าซเรือนกระจก ก็ได้มีการปรับทิศทางในการเคารพธรรมชาติให้มากขึ้น หรือปัจจุบันร้านกาแฟบางแห่ง เช่น Amazon Café  ได้มีการใช้ถ้วยกาแฟย่อยสลายได้ 100%

 

 

ขณะที่นายดำ บุตรศรี  อายุ 63 ปี จาก จ.บุรีรัมย์  ซึ่งได้รับรางวัลผลงานประเภทบุคคล กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในการดูแลธรรมชาติโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะนึกถึงแต่ป่ากระทั่งวันนี้เป็นเวลา 20 กว่าปี ยังอยู่บนเส้นทางนี้ เป็นประธานกลุ่มป่าดงใหญ่ ใน 3 ตำบล โดยนับถือป่าเป็นเป็นบิดามารดา รวมถึงสัตว์ป่าทั้งหลายในการอยู่ร่วมกัน และขอมอบป่าที่เหลืออยู่ ให้เป็นหน้าที่ของนักอนุรักษ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ซึ่งที่ผ่านมามีการตัดไม้พะยูง บุกรุกทำสวนยางเป็นจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่มีน้อยทำให้ดูแลไม่ทั่วถึงจนป่าหายไปหลายเปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดน้ำท่วม แต่ก็มั่นใจในสถาบันลูกโลกสีเขียวในการขยายเครือข่ายซึ่งจะดูแลป่าต่อไป

เช่นเดียวกับ นายขาว เฉียบแหลม อายุ 76 ปี จาก จ.ขอนแก่น บอกว่า เป็นแกนนำฝ่ายจิตอาสาในการอนุรักษ์ป่าชุมชนพวกพืชสมุนไพร และสัตว์ป่า ใน อ.หนองสองห้อง มากว่า 40 ปี โดยทำงานร่วมกับ อบต.ดงเค็ง และคนในชุมชน เนื่องจากในอดีตมีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกมันสำปะหลัง  มีการทำไร่เลื่อนลอยจนป่าหมดไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากไม่อนุรักษ์ พวกสัตว์ป่า พืชสมุนไพร ระบบนิเวศจะหมดไป ที่ผ่านมาจึงเกิดจิตสำนึกโดยการตั้งศูนย์จิตอาสาอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมป่าชุมชน ต.ดงเค็ง ขึ้นมา จากที่เคยมีการบุกรุกทำให้ปัจจุบันได้ป่าคืนมา 10 กว่าไร่ จากการทำงานที่ออกมาจากใจ จิตสำนึก และไม่เฉพาะการอนุรักษ์ป่าได้ทำประโยชน์ต่อชุมชน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และมีการถ่ายทอดให้กับเยาวชนจากการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

 

 

ส่วนพระครูโฆษิต บุญโญปถัมภ์ จากวัดถ้ำระฆัง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นแกนนำในการอนุรักษ์ป่าไม้ จนทำให้ชุมชนบ้านวังตามน ได้รับรางวัลผลงานประเภทชุมชน เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2546 ได้พาญาติโยมปลูกต้นไม้เสริมถามถนนเป็นหมื่นต้น จนเกิดเป็นป่าชุมชนขึ้นมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้เบญจพรรณ อาทิ ไม้สะเดา ไม้สัก โดยไม้สะเดาบางส่วน ได้ให้ชาวบ้านนำไปปลูกบ้าน ส่วนการริเริ่มปลูกป่าเกิดจากแรงบันดาลใจทำอย่างไรให้ป่าอยู่กับคนได้  เพราะที่ผ่านมามีนายทุน ชาวบ้านบุกรุกป่าเป็นจำนวนมาก และในพื้นที่ถือว่าเป็นเขตของผู้มีอิทธิพล มีการใช้ปืนข่มขู่ กระทั่งวันหนึ่งจึงเชิญมาที่วัดเพื่อขอบิณฑบาตพื้นที่ป่า 100 ไร่ มาทำป่าชุมชน ซึ่งประสบความสำเร็จในการพูดคุยและในที่สุดได้พื้นที่ป่ามากถึง 200 ไร่ พร้อมกับการเดินหน้าอนุรักษ์ป่าไม้อย่างต่อเนื่องบอกผู้บุกรุก ว่า ความละโมบโลภมากนั้นไม่ยั่งยืน มันเป็นเพียงรูปธรรมทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชุมชนมากถึง 2,500 กว่าไร่

ด้านเยาวชนเด็กหญิงขวัญฤทัย ขวัญคุ้ม นักเรียนชั้น ป. 6 โรงเรียนบ้านนาไฮ  อ.เกษตรสมบรูณ์ จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับรางวัลชมเชยประเภทเรียงความ กล่าวอย่างภูมิใจว่า เชื่อในคำสอนของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเรียงความ และจากที่ได้คลุกคลีกับคนในชุมชนพบว่า มีการใช้ชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมีการเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักไว้กินเอง  และมีการทำปุ๋ยหมัก  ทำให้ได้เรียนรู้นำไปใช้ในครอบครัว และได้รู้ว่าฝันที่เป็นจริงเป็นอย่างไร นอกจากนี้อยากให้ทุกคนปลูกป่า ไม่ทำลายป่า.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement