advertisement

เปิดอก "เศรษฐา ทวีสิน" ยันไม่เคยคิดหาประโยชน์ทางการเมือง

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 22 ก.พ. 2555 05:45

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทกับโครงการพัฒนาที่ดินอีกหลายสิบโครงการ ซึ่งตกเป็นข่าวใหญ่ และเป้าหมายสำคัญของความเลอะเทอะในวงการเมืองไทย  หลังจากที่ได้รับคำชวนจากเพื่อนนักธุรกิจด้วยกัน 6-7 คน รวมถึงเพื่อนสนิทที่ชื่อ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้ไปร่วมรับประทานอาหารว่างเพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ถนนราชดำริ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา

เขาเปิดเผยกับทีมข่าวเศรษฐกิจว่าไม่สบายใจ และรู้สึกไม่แฟร์ที่การพบปะกันระหว่างเขาและเพื่อนนักธุรกิจกับนายกฯยิ่งลักษณ์ในครั้งนั้น จะสร้างปัญหาบานปลายไปไกลถึงขั้นนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่จะก่อให้เกิดปัญหา ตามที่มีความพยายามสร้างกระแสข่าวโจมตีในลักษณะต่างๆแม้แต่น้อย

นายเศรษฐากล่าวว่า เขาเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ปรารถนาแรงกล้าที่จะทำธุรกิจของเขาให้มีคุณภาพ สิ่งนี้ทำให้เขามุ่งมั่นลงทุนในโครงการสร้างบ้านจัดสรรของแสนสิริในทำเลที่เลือกสรรแล้วที่จะให้เป็นชุมชนอยู่อาศัยที่ปลอดภัยเพื่อให้สามารถดูแลลูกบ้านได้อย่างดีและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เพียงอยู่อาศัย แต่ยังให้มีบรรยากาศของการสร้างความสุขแก่กันในรูปแบบต่างๆ ด้วยกลยุทธ์เช่นนี้ทำให้แสนสิริประสบความสำเร็จจนมีส่วนแบ่งการตลาดในปัจจุบันสูง และอาจเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อีกแห่งที่ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับธุรกิจของแลนด์ แอนด์ เฮาส์ หรือพฤกษา เรียลเอสเตท ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย


“ผมจึงไม่เคยมีความประสงค์จะเข้าไปยุ่งวุ่นวายในเรื่องการเมือง ไม่เคยประสงค์จะถูกฉายสปอตไลต์  และไม่มีกิเลสที่จะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของทางราชการ ผมไม่เคยเข้าไปประมูลที่ดินของราชการ และไม่ได้ให้ความสนใจว่า รัฐบาลจะไปสร้างฟลัดเวย์ที่ไหนด้วยเช่นกัน” นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า เขาตั้งใจจะบริหารแสนสิริให้ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นตามลำดับ ที่สำคัญ เขายังคงมีหนี้ที่ต้องชำระคืนแบงก์เกือบ 1,000 ล้านบาท จากการลงทุนและซื้อหุ้นในแสนสิริกว่า 20%

สิ่งเดียวที่นายเศรษฐามุ่งมั่นทำนอกเหนือจากธุรกิจพัฒนาที่ดินและบ้านจัดสรรของแสนสิริ ก็คือการทำงานร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ในกิจกรรมช่วยเหลือสังคมภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า โครงการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชน “CSR ของแสนสิริ ถูกเปลี่ยนคอนเซปต์ใหม่ให้เป็นการทำกิจกรรมทางสังคมแบบองค์รวมที่เรียกว่า Social Change ซึ่งหมายถึงการมุ่งเน้นให้องค์กรทางธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทั้งกระบวนการเพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงการเพื่อเด็กอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน”

นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า ก่อนที่เขาจะจับมือกับองค์การยูนิเซฟ เขากับ นายกิตติรัตน์ร่วมกันทำทีมฟุตบอลให้กับเด็กๆทั่วประเทศมานานกระทั่งมีนักบอลรุ่นเยาว์อยู่ในความดูแลถึง 2,000-3,000 คน และหนึ่งในจำนวนนี้ ปัจจุบันติดทีมชาติแล้ว และกิจกรรมของเขาสองคนก็ได้รับความร่วมมือจากนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นอย่างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคอนเซปต์เดียวกันนี้ยังเป็นสิ่งที่เขานำไปใช้ในการพัฒนารูปแบบของบ้าน และลูกบ้านในโครงการของแสนสิริตลอดมาด้วย

ปัจจุบันยอดขายของแสนสิริในปี 54 อาจจะสูงถึง 22,000 กว่าล้านบาทหลังตลาดหลักทรัพย์ฯตรวจทานแล้ว ยอดขายนี้เพิ่มขึ้นจากปี 53 ที่ขายได้ 19,000 ล้านบาท และเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เศรษฐาเพิ่งจะโชว์แผนธุรกิจ และการลงทุนของแสนสิริในปี 55 ซึ่งจะออกไปโรดโชว์ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อนำเสนอข้อมูลบริษัทแก่นักลงทุนต่างประเทศ หลังจากที่โรดโชว์ครั้งก่อน ทำให้แสนสิริมีนักลงทุนจากต่างประเทศถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 24% จากสัดส่วนที่นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของไทยได้ 39% ด้วยการชูความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งซึ่งเป็นเป้าหมายของธุรกิจที่ในปีนี้ว่า แสนสิริจะรุกตลาดที่อยู่อาศัยครอบคลุมตลาดทุกระดับตั้งแต่ระดับบนสุดจนถึงระดับกลางและล่างทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมถึงเปิดโครงการใหม่ๆในทำเลที่เป็นหัวเมืองใหญ่ๆรวม 44 โครงการ ในมูลค่ารวมกว่า 46,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายพรีเซลไว้ที่ 32,000 ล้านบาท


นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งกำลังถูกเกมการเมืองพัดพาเขาไปสู่ประเด็นของผลประโยชน์ทับซ้อน และเรื่องสองแง่สองง่ามเพื่อประสงค์จะโจมตีนายกฯยิ่งลักษณ์อย่างไม่เป็นธรรมนั้น เกิดวันที่ 15 ก.พ.2506 อายุ 49 ปี จบปริญญาโทด้านการเงินจาก Claremont Graduate School สหรัฐอเมริกา ก่อนจะทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บมจ.แสนสิริ เขาทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์ให้แก่ บริษัท พีแอนด์จี ประเทศไทย จำกัด เขายังเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับตระกูลยิบอินซอย และจูตระกูล แต่งงานมา 23 ปีกับภรรยาผู้เป็นที่รักชื่อ พญ.พักตร์พิไล เจ้าของสถาบันความงามที่ชื่อ เอสเมดดิคอล สปา มีบุตรด้วยกัน 3 คน และจัดเป็นแฟมิลี่แมนคนหนึ่ง

เขาพูดถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ว่า ท่านคือผู้หญิงที่พวกเราในกลุ่มที่สนิทสนมกันให้ความนับถือ และเราก็มักจะช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องงานกันเป็นปกติ จากการที่เคยทำงานช่วยเหลือสังคมและทำงานในอาชีพเดียวกันมา.

 

โหวตข่าวนี้