advertisement

'นมวัวแดง'ปั้นนมคนไทยไร้สารพิษสู้แบรนด์นอก

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2555 18:17

"นมวัวแดง" เปิดกลยุทธ์ปี 55 ย้ำจุดแข็งนมโคแท้ 100 % เปิดตัวโยเกิร์ต และไอศกรีม รุกตลาดคนไทยที่ยังดื่มนมน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หวั่งเพิ่มส่วนแบ่งตลาด พร้อมปล่อยทีเด็ดนมอินทรีย์รับมือเปิดเสรีนม แข่งกับออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เชื่อส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมนมไทย...

นายนพดล ตันวิเชียร  รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยถึง กลยุทธ์สร้างจุดแข็งให้กับ "นมวัวแดง" ในปี 2555 ว่า ที่ผ่านมาจากจุดแข็งเป็นนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผงยังไม่ตอกย้ำในกลุ่มผู้บริโภคเป็นวงกว้าง แต่ถือเป็นความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ดังนั้น ในปีนี้จะเน้นการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำให้เกิดความตระหนักและกระตุ้นให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดของการดื่มนมโคสดแท้ 100% ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคที่จะเสริมกลยุทธ์ให้ตัวแทนจำหน่ายเข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จะขยายฐานการผลิตนมสดพาสเจอร์ไรส์ให้มากขึ้น พร้อมกับเปิดตัวโยเกิร์ต และไอศกรีม จากนมสด 100% โดยมีเป้าหมายการตลาดจะเพิ่มการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มนี้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากการทำตลาดในเมืองไทยยังมีอยู่มากจากพฤติกรรมการดื่มนมของคนไทยที่ยังน้อยมาก 14 ลิตรต่อคนต่อปี หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สิงคโปร์ดื่มถึง 50 ลิตรต่อคนต่อปี มาเลเซีย 20 ลิตรต่อคนต่อปี และเชื่อว่านมพาสเจอร์ไรส์จะเติบโตคู่กับนม ยู.เอช.ที ในอนาคต และทำให้ส่วนแบ่งการตลาดโดยภาพรวมของนมวัวแดงเติบโตเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรมนมในเมืองไทยเติบโตกว่า 40,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละกว่า 8%

ทั้งนี้ จากการยึดนโยบายผลิตสินค้าคุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ยังได้เพิ่มทางเลือกด้วยการผลิตนมอินทรีย์ และเป็นการรับมือกับการเปิดเขตการค้าเสรีกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดย อ.ส.ค.ได้เริ่มปรับเปลี่ยนการเลี้ยงโคนมให้กับสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้หันมาผลิตนมอินทรีย์มากขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ทำให้สามารถผลิตน้ำนมดิบป้อนบริษัทผู้ผลิตนมอินทรีย์ ได้วันละ 200 กิโลกรัม หรือปีละ 70-80 ตัน ในขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศมีสูงถึง 300 - 400 ตันต่อปี

ปัจจุบัน อ.ส.ค.มีฟาร์มโคนมอินทรีย์ 5 ฟาร์ม ซึ่งมีโคนมฟาร์มละ 20 ตัว โดยตั้งเป้าหมายในปี 2556 เพิ่มอีก 10 ฟาร์ม ปี 2557 เพิ่มอีก 15 ฟาร์ม และปี 2558 เพิ่มเป็น 20 ฟาร์ม เพื่อให้ผลิตป้อนตลาดให้ได้วันละ 4-5 ตัน โดยได้ทยอยเปลี่ยนให้แม่โคนมจำนวน 400 ตัวเศษ มาเป็น Organic Dairy Farm ที่เลี้ยงด้วยพืชอาหารสัตว์ที่เป็นอาหารหยาบมากขึ้น ปลอดสารเคมี และยาปฏิชีวนะ พร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์โคนมให้เป็นสายพันธุ์ โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน ที่ให้น้ำนมมากมาผสมกับพันธุ์ ซาฮีวาล เรด ซินดี้ และบราห์มันที่ทนต่อสภาพอากาศ และโรคระบาด และจะเพิ่มพื้นที่ปลูกหญ้า กระถิน ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลืองอินทรีย์ที่ปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม และเพิ่มการซื้อรำข้าวอินทรีย์จากเกษตรกรมากยิ่งขึ้น เพื่อมาเป็นอาหารให้กับโคนมอินทรีย์  ซึ่งนอกเหนือจากรองรับความต้องการดื่มนมเพื่อสุขภาพในประเทศแล้ว ยังจะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากลที่เป็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มในอนาคต

ขณะที่สัดส่วนของต้นทุนอาหารโคนมอินทรีย์ต่อน้ำนมดิบตก 10 บาทเศษต่อน้ำนม 1 กิโลกรัม ในขณะที่โคนมปกติตก 14-16 บาท ต่อน้ำนมดิบ 1 กิโลกรัม ซึ่งในที่สุดหากสามารถปรับเปลี่ยนการเลี้ยงของเกษตรกรโคนมได้ทั้งระบบ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการผลิตน้ำนมของไทย รวมถึงสุขภาพของคนไทยอีกด้วย.

โหวตข่าวนี้