advertisement

"ประชานิยม" ฉบับจัดหนัก! นโยบายรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ยิ่งบลัฟ..ยิ่งยุ่ง

โดย ทีมเศรษฐกิจ 31 ธ.ค. 2554 06:00

นโยบายประชานิยม “จ๋า” ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งอีกครั้ง หลังจากนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม

การเกทับบลัฟแหลกกันของการเมือง 2 ขั้ว ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ที่ต่างก็ให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าพรรคตนได้เป็นรัฐบาล ประชาชนจะได้รับของกำนัลตอบแทนอย่างจุใจนั้น ท้ายสุดได้กลายมาเป็นเครื่องมือประหัตประหารกันทางการเมืองอีกหลายยก

โดยเฉพาะเมื่อคู่ท้าชิงจากพรรคเพื่อไทยกลายมาเป็นผู้ชนะ และได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีฐานอำนาจเก่าในมือจากการเป็นรัฐบาลมาตลอดช่วง 2 ปีครึ่ง กลับตาลปัตรไปเป็นผู้แพ้...แพ้ทั้งเกมการต่อสู้ นโยบายประชานิยม และตัวตนของคู่ท้าชิงที่เปลี่ยนจากผู้ชายมาเป็นผู้หญิง อย่าง  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 จากพรรคเพื่อไทย ผู้หญิงคนเดียวกันนี้ ได้รับการลงมติจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย และแถลงต่อสภาว่า เธอจะนำพาคนไทยให้ก้าวพ้นความยากจน ไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยนโยบายประชานิยมหลายด้าน

เริ่มตั้งแต่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท กระทั่งถึงการปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แจกแท็บเล็ตแก่เด็กประถมปีที่ 1 ช่วยบ้านหลังแรก และรถคันแรกในอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน พักหนี้แก่ เกษตรกรและประชาชนทั่วไป จนถึงการรับจำนำข้าว เป็นต้น

แม้นโยบายเหล่านี้ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือดว่า ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดอย่างพรรคฝ่ายค้าน กลับกลายเป็นผู้วางกับดักล่อ ด้วยการชี้ชวนประชาชนเรียกร้องให้ รัฐบาลต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้โดยเร็ว ผลจึงทำให้การปฏิบัติในหลายนโยบาย กลายเป็นการลองผิดลองถูก เป็นที่น่าขบขัน ถูกสบ ประมาท และกว่าจะประกาศใช้ได้ ก็ต้องเอากลับไปแก้ไขหลายครั้ง

เชิญพบกับนโยบายประชานิยมฉบับจัดเต็มของนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ยิ่งถูก บลัฟ ก็ยิ่งยืนหยัดจะทำ

ลดราคาน้ำมัน ทุบตลาดแก๊สโซฮอล์

แม้จะถูกวิพากษ์ว่านโยบายนี้ยิ่งทำให้โครงสร้างพลังงานประเทศที่บิดเบือนอยู่แล้ว เข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่ แต่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ก็ยังยืนกรานว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้แล้ว ยังไงก็ต้องทำตามสัญญา และถึงนโยบายนี้จะดูเป็นการลองผิดลองถูก แต่การแก้ไขที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ แม้จะเสพติดก็ไม่มีใครโจมตี

ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งในเดือน ส.ค.2554 เขาจึงประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมัน ทั้งเบนซินและดีเซล เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนในทันที โดยอาศัยมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 26 ส.ค.2554 ที่ให้ปรับลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน สำหรับน้ำมันเบนซิน 91 ลดลง 7.17 บาท (ราคารวมภาษี มูลค่าเพิ่ม) เบนซิน 95 ลดลง 8.02 บาท และดีเซล ลดลง 3 บาท

มีผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงทันทีในเช้าวันที่ 27 ส.ค.2554 ตามอัตราที่ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน นั่นทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ลงมาอยู่ที่ 39.34 บาท/ลิตร จาก 47.34 บาท เบนซิน 91 อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร จาก 41.94 บาท ขณะที่น้ำมัน ดีเซลลงมาอยู่ที่ 26.99 บาท/ลิตร จาก 29.99 บาท

การปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันได้ทำให้รายได้ของกองทุนน้ำมันเบนซินสูญหายไปถึง 1,530 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่น้ำมันดีเซลหายไป 4,629 ล้านบาท ถ้างดเก็บ 4 เดือน (ส.ค.-ธ.ค.) จะมีเงินหายไป 24,636 ล้านบาท

สำหรับการงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และภาษีสรรพสามิตข้างต้น มีผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งอยู่ที่ 34.54 บาท/ลิตร ต่ำกว่าเบนซิน 91 เพียง 50 สตางค์/ลิตร จากที่ควรมีราคาต่างกัน 3-5 บาท ตามนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทนเพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น

ผลจากการนี้ จึงทำ ให้สถานีบริการน้ำมันต่างๆเกิดความโกลาหล เพราะเจ้าของรถยนต์แห่ไปเติมน้ำมัน เบนซิน 91 ซึ่งเป็นของดีกว่าแก๊สโซฮอล์กันจนหลายปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง

หลังรู้ตัวว่าพลาดไปถนัด นายพิชัยจึงแก้เกมด้วยการประกาศลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนของแก๊สโซฮอล์ลงทุกชนิด เพื่อให้เกิดส่วนต่างราคา 2 บาท/ลิตร กับน้ำมันเบนซิน 91 ถึงกระนั้นก็ตาม นโยบายลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันประเภทต่างๆ ได้ทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ลดลงอย่างมาก ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพราะราคาต่างกันไม่มาก

เช่น ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงไปอยู่ที่ 35.37 บาท/ลิตร จาก 36.44 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 32.34 บาท/ ลิตร จาก 33.94 บาท และอี 20 อยู่ที่ 30.84 บาท/ลิตร จากเดิม 32.44 บาท น้ำมันดีเซลซึ่งขอต่ออายุการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเพื่อตรึงราคาไว้ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร จนถึงสิ้นปีนั้น อาจได้รับยกเว้นภาษีอีกในเดือน ม.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม นายพิชัยกล่าวว่า เมื่อได้ลดภาระรายจ่ายประชาชนตามที่ได้หาเสียงไว้แล้ว ปีหน้าเขาจะทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีต่อเนื่องเพื่อลดการบิดเบือนราคาที่แท้จริงในตลาดลง

ตรึงค่าไฟ–ใช้ไฟฟรี–รถเมล์–รถไฟฟรี

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ยังคงเดินหน้าประกาศปรับลดราคาค่าไฟฟ้าจนถึงสิ้นปี 2554 ด้วยการให้ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นำเงินที่เคยขออนุมัติลงทุนไว้ แต่ยังไม่ได้ลงทุน รวม 7,000 ล้านบาท กลับมาใช้ในการดูแลค่าเอฟที ทำให้ค่าเอฟทีเป็น 0 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนไทย

ส่วนค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2555 มีการเจรจาให้เรคกูเลเตอร์ (ผู้คุมกฎ) ขอยกเว้นการเก็บในงวด 4 เดือนนี้ โดยให้ กฟผ.ช่วยแบกรับภาระไปก่อน หากไม่ยกเว้นการเก็บค่าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2555 คนไทยก็ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า ฉลองปีใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 22 สตางค์ต่อหน่วย ยังมีคนลุ้นด้วยว่า ถ้านายพิชัย ยังลากยาวเป็น รมว.พลังงานต่อไปในการปรับ ครม. เดือน ม.ค.2555 ก็เป็นไปได้ว่าคนไทยอาจไม่ต้องจ่ายค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2555 ด้วย

การต่ออายุมาตรการใช้ไฟฟ้าฟรีแก่ผู้มีรายได้น้อยนี้ แม้จะลดการอุดหนุนเหลือ 50 หน่วย จากเดิม 90 หน่วย ก็ยังจัดว่าซื้อใจรากหญ้า 4 ล้านครัวเรือนได้อยู่หมัด ไม่แพ้รถไฟ-รถเมล์ฟรี ที่มี พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม เป็นผู้กำกับดูแล จากเดิมมีทีท่าจะยกเลิก แต่โดนกระแสต่อต้านหนัก ทำให้ต้องปรับกระบวนท่าใหม่กลับมาเอาใจผู้มีรายได้น้อย ด้วยการขยายระยะเวลา “ขึ้นฟรี” ไปสิ้นสุดในวันที่ 15 ม.ค.2555

สองรายการหลังนี้ ครม.ต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ ขสมก.เดือนละ 300 ล้านบาท และรถไฟอีกเดือนละกว่า 60 ล้านบาท

วิพากษ์ค่าแรง–เงินเดือน ป.ตรี

นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ดูจะเป็นนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่สุด แต่ก็ดึงดูดคะแนนเสียงจากแรงงานไทยและผู้คนจำนวนหนึ่งได้อย่างท่วมท้นด้วย ทั้งยังทำให้แรงงานต่างด้าวพากันอพยพเข้าประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังจะได้ค่าแรงนี้ด้วย

แม้จะเป็นนโยบายที่กวาดคะแนนเสียงจากผู้ใช้แรงงานและนักศึกษาได้เยอะ แต่นักธุรกิจจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประ-เทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต่างออกมาแสดงท่าทีคัดค้านรุนแรง โดยระบุว่า รัฐบาลจะต้องฟังคณะกรรมการไตรภาคี ขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และต่างชาติจะย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทยไป

แต่แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างไร ที่ประชุม ครม.ของนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 โดยให้มีจังหวัดนำร่องอย่างภูเก็ต, กรุงเทพฯ, นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร และนครปฐม ก่อนที่จะใช้นโยบายนี้ทั่วประเทศไทยตามที่หาเสียงไว้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่ในเดือน ก.ย.-ต.ค.-พ.ย. และมวลน้ำจำนวนมหาศาลได้เข้าโจมตีนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง มีผลทำให้โรงงานมากกว่า 20,000 โรง ต้องปิดกิจการชั่วคราว กระทั่งเกิดปรากฏการณ์ว่างงานครั้งใหญ่ที่อาจจะสูงถึง 1 ล้านคน ในขณะที่โรงงานอีกส่วนจำเป็นต้องปลดพนักงาน เพราะเกิดความเสียหายอย่างหนัก ครม.จึงให้เลื่อนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไปเป็นวันที่ 1 เม.ย.2555 เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการ

แม้สิ่งนี้จะทำให้ผู้ใช้แรงงานหงุดหงิดและเดือดร้อน แต่ก็ไม่มีใครมีเสียงดังพอจะให้รัฐบาลทุบโต๊ะบังคับนายจ้างได้ ขณะที่การปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ได้ถูกสายน้ำพัดพาไปเช่นกัน

จำนำข้าวเปลือก กลิ่นทุจริตโผล่

โครงการรับจำนำข้าว เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลมุ่งหวังดำเนินการให้ทันในฤดูการผลิตแรก โดยไม่กำหนดปริมาณข้าวที่รับจำนำ เพราะต้องการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่เกษตรกรไทยปลูกได้เพื่อให้แข่งกับนโยบายประกันรายได้ทุกบาทที่รัฐบาลเดิมใช้ได้ พร้อมกับกำหนดราคารับจำนำสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อจะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เริ่มจากราคาข้าวเปลือกที่ความชื้น 15% ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 20,000 บาท ข้าวเปลือกหอมจังหวัดตันละ 18,000 บาท, ข้าวเปลือกปทุมธานีตันละ 16,000 บาท, ข้าวเปลือกเหนียวตันละ 15,000–16,000 บาท และข้าวเปลือกเจ้าตันละ 13,800–15,000 บาท

แต่จนถึงขณะนี้ การรับจำนำก็ยังห่างไกลความสำเร็จมาก เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งยังมีข้าวเข้าโครงการน้อย เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ ในภาคกลางเสียหายจากน้ำท่วม มีจำนวนโรงสีเข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้ามากทั้งในภาคเหนือและอีสาน ทำให้ต้องเปิดให้โรงสีภาคกลางข้ามเขตเข้าไปรับจำนำใน 2 ภาค ซึ่งอาจเป็นหนทางนำไปสู่การปลอมปนข้าวจากภาคกลาง คือ ข้าวเจ้ากับข้าวหอมมะลิได้ด้วย

การมีโรงสีเข้าร่วมน้อย ทำให้รัฐบาลอนุมัติให้มีการรับจำนำที่ยุ้งฉางของเกษตรกร ทั้งที่ตอนแรกยืนยันจะไม่ทำเช่นนี้ เพราะคุมปริมาณ ชนิด และคุณภาพข้าวให้ตรงกับที่รับจำนำไม่ได้ เพราะเกษตรกรมักนำเอาข้าวไปกินไปใช้ก่อน แล้วลืมนำข้าวมาใส่คืนยุ้ง ทำให้โครงการเสียหาย แต่รัฐบาลก็อ้างว่าป้องกันได้...เอาอยู่!

ทันทีที่เปิดรับจำนำ ก็มีคนลักลอบนำเข้าข้าวเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิรับจำนำ ขณะที่โรงสีบางรายอ้างว่า เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าเรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อให้เข้าโครงการได้ หรือแม้แต่บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าวก็เรียกรับเงินใต้โต๊ะจากโรงสี เพื่อให้ออกใบตรวจสภาพข้าวตรงตามเกณฑ์รับจำนำ

ที่สำคัญ แม้กระทรวงพาณิชย์จะดีอกดีใจว่า ราคาข้าวเปลือกในเดือน ธ.ค.ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาในช่วงเดียวกันปีก่อนเฉลี่ยตันละ 800–2,500 บาท แต่ก็ไม่น่าจะนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะราคาปีก่อนเป็นช่วงโครงการประกันรายได้ ไม่ใช่ เป็นการกำหนดราคาแบบนำตลาดเหมือนโครงการรับจำนำ ส่วนราคาที่อ้างว่าปรับขึ้น ก็ยังห่างไกลจากราคารับจำนำมาก

ล่าสุด ณ วันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีเกษตรกรนำข้าวเข้าโครงการแล้วกว่า 3.328 ล้านตันข้าวเปลือก ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้า 1.679 ล้านตัน และข้าวหอมมะลิ 1.251 ล้านตัน จากผลผลิตของภาคเหนือตอนล่าง ส่วนภาคกลางยังมีน้อย เพราะผลผลิตส่วนใหญ่เสียหายจากน้ำท่วม


กล้าได้..กล้าเสีย..แจกสะบั้น เมินเสียงเตือนฐานะการคลังสั่นคลอน

บ้านหลังแรก...กว่าจะเกาถูกที่คัน

กว่าจะหาข้อสรุปว่าจะทำให้มาตรการ “บ้านหลังแรก” ของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” เป็นจริง และปฏิบัติได้ในแบบโดนใจประชาชน และผู้ประกอบการจริงๆ ก็เล่นเอา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง “มือใหม่ หัดขับ” ต้องปวดขมับอย่างมาก แถมยังโดน  กระถาง...ดอกไม้ให้คุณ  จากทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายค้านที่เก็บทุกเม็ด และกาผิดทุกข้อที่ รมต.ในรัฐบาลนี้ทำ

ที่สุด จึงให้กรมสรรพากรกลับลำแบบ 360 องศา ด้วยการประกาศนโยบายคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชนที่ซื้อบ้านอย่างหนำใจ โดยเสนอ ครม.อนุมัติให้กระทรวงการคลัง ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้ที่ซื้อบ้านทุกชนิดตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม ยกเว้นอาคารสำนักงาน ที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นจำนวนไม่เกิน 10% ของมูลค่าบ้านพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท

ภายใต้เงื่อนไขว่า ผู้ใช้สิทธิ์ต้องเป็นผู้ซื้อบ้านหลังแรกจริงๆ ส่วนบ้านสร้างเอง ซึ่งหะแรก ทำท่าจะไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษี แต่ท้ายสุด ครม.ก็ใจดี ยอมผ่อนปรนให้บ้านสร้างเอง ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และบ้านมือสองเฉพาะที่ซื้อสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ)จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

สำหรับคนที่ซื้อในสิ้นปี และปีใหม่นี้ หากเข้าข่ายบ้านหลังแรก  กรมสรรพากรให้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่าๆกันในแต่ละปีภาษี เป็นระยะเวลาติดต่อกัน5 ปี แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท หักภาษีได้ 100,000 บาท แต่จะหักภาษีได้ปีละ 20,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี ส่วนบ้านราคา 3 ล้านบาท หักภาษีได้ 300,000 บาท หักภาษีได้ปีละ 60,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น

กระทรวงการคลังยังให้ ธอส.เปิดบริการสินเชื่อ “โครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก” อัดแคมเปญใหม่เกทับบลัฟแหลกรัฐบาลชุดเก่าด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท หวังจะเรียกความเชื่อมั่นประชาชนและผู้ประกอบการด้วย

อย่างไรก็ตาม โชคของคนจำนวนหนึ่งอาจไม่ดีนัก เพราะหลัง ครม.ประกาศใช้มาตรการไม่ถึงเดือน “น้องน้ำ” ก็ออกมากวาดความฝันของคนอยากมีบ้านหายวับไปกับตา ยอดขายบ้านที่คาดว่าจะพุ่งกระฉูดในไตรมาสสุดท้ายของปีกลับทรุดลง และหมู่บ้านหลายแห่งที่กำลังเปิดขายต้องจมอยู่ใต้น้ำ

รถคันแรก ยังหาข้อสรุปไม่เจอ

รถยนต์คันแรกที่มุ่งจะมอบให้คนที่ไม่เคยมีรถเป็นของตนเอง เป็นอีกนโยบายที่นายกฯยิ่งลักษณ์พยายามจะแปลงโพยหาเสียงออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นจริงให้ได้ แต่ก็มีความวุ่นวายไม่น้อยเมื่อเริ่มลงมือทำ จากความสับสนของเงื่อนเวลาการจองรถ ไปจนถึงสเปก ซึ่งค่ายผู้ผลิตต่างก็ออกมากดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มสเปกรถกันอุตลุด

อย่างไรก็ตาม ที่สุด ครม.ก็มีมติให้คืนภาษีรถยนต์คันแรกให้ผู้ซื้อ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า จะต้องเป็นรถใหม่ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ขนาด 1,500 ซีซี (ส่วนรถกระบะไม่จำกัดซีซี) ผู้ซื้อต้องอายุ 21 ปีขึ้นไป ต้องไม่เคยซื้อรถมาก่อน ที่สำคัญจะต้องซื้อตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554- 31 ธ.ค. 2555 ต้องเป็นรถที่ผลิตในไทย และครอบครองมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยรัฐจะคืนภาษีให้เมื่อครอบครองรถเป็นเวลา 1 ปี ในมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท

ค่ายผู้ผลิตรถยนต์มองว่า นโยบายนี้เอื้อเฟื้อและล็อกสเปกให้แก่รถยนต์บางค่าย ขณะที่ค่ายรถจากอเมริกาอย่างฟอร์ดค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะรุ่นที่นิยมกันนั้นมีสเปกสูงกว่าที่ตั้งไว้  ส่วนค่ายรถนำเข้าก็พยายามโวยวายขอมีส่วนด้วย โดยโจมตีนโยบายนี้ว่าเป็นการกีดกันทางการค้า ผิดหลักข้อตกลงการเปิดเสรีการค้า เป็นต้น

ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า เป็นนโยบายที่คิดไม่รอบด้าน โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านเวลาที่ผู้ซื้อจะต้องครอบครองไม่ต่ำกว่า 5 ปี สร้างแรงกระเพื่อมไปยังธุรกิจไฟแนนซ์ที่ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า เพราะปิดทางให้ไฟแนนซ์เข้ายึดรถลูกค้าในกรณีค้างชำระค่างวด แต่ถึงที่สุดรัฐบาลก็ได้ปลดล็อกยินยอมให้ไฟแนนซ์สามารถยึดรถและขายทอดตลาดได้ ไม่ต้องรอให้ครบ 5 ปี แต่หากลูกค้าซื้อเงินสดไม่ผ่านไฟแนนซ์ ปัญหานี้ก็จะหมดไป

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าไฟแนนซ์ยึดไป และนำไปขายต่อ  ก็จะต้องนำเงินภาษีที่ซื้อรถคันแรกกลับไปคืนรัฐด้วย

จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร?!

แจกแท็บเล็ตเด็ก 1 คน รออีกนิด

นโยบายหาเสียงแบบฮาร์ดคอร์ของพรรคเพื่อไทยรายการนี้ นับว่าโดนใจลูกเด็กเล็กแดง และผู้ปกครองยุคดิจิตอลอย่างจัง เพราะต่างก็ปรารถนาจะให้บุตรหลานเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ อันทำให้เด็กๆที่ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ หรือห่างไกลขนาดไหน ก็สามารถมีโอกาสในการศึกษาอย่างทัดเทียมกันได้

One tablet per child ที่แปลแบบตรงตัวว่า “1 แท็บเล็ตต่อเด็ก 1 คน” นั้นถือว่า เป็นนโยบายที่ได้รับการคาดหวังสูง พอๆกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่ไม่เห็นด้วย และฝ่ายค้านที่จ้องเขม็งว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้

เดิมทีนี่เป็นนโยบายระดับนานาชาติที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ร่วมมือกับอดีตคณาจารย์จากสถาบัน MIT ริเริ่มขึ้นมาเพื่อส่งเสริมโอกาสแก่เด็กในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา ใช้ชื่อว่า One laptop per child จนในเดือน ส.ค.2548 รัฐบาลนายกฯทักษิณในขณะนั้น ได้ประกาศการเข้าร่วมโครงการของประเทศไทยด้วย แต่จนแล้วจนรอดโครงการก็ยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งรัฐบาลถูกปฏิวัติไปในเดือน ก.ย. 2549

นโยบายนี้หวนกลับมาอีกครั้งในช่วงหาเสียงเมื่อพรรคเพื่อไทยมีดำริจะแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ทั่วประเทศ กลายพันธุ์จากแล็บท็อปมาเป็นแท็บเล็ตเนื่องจากกำลังอินเทรนด์ แถมยังใช้ งานง่ายกว่าเมื่อต้องรองรับการอ่านและต้นทุนก็ต่ำกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือแล็บท็อปด้วย

โดยล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการผู้รับผิดชอบโครงการได้ทยอยเรียกผู้ผลิตเข้ามาเสนอสเปกแล้ว ภายใต้งบประมาณเครื่องละ 3,000 บาท ตั้งเป้าแจกแท็บเล็ตสู่มือเด็กๆผู้โชคดีภายในเดือน พ.ค. 2555 หรือก่อนเปิดเทอมใหม่ปีหน้า มากไปกว่านั้นยังกำลังมีการประเมินด้วยว่า อาจขยายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ม.4 รวมทั้ง กลุ่มอาชีวะ ปวช.ด้วย เรียกได้ว่ามาช้าแต่จัดเต็ม

พักหนี้ มาก่อนเวลา

อีกหนึ่งในหลายมาตรการที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือว่าจะมัดใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ เหมือนกับที่พรรคไทยรักไทยเคยเข็นโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ซึ่งโดนใจพี่น้องเกษตรกรอย่างถล่มทลายมาแล้ว

ครั้งนี้การขยายโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรให้ครอบคลุมถึงประชาชนที่มีหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยดึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด 6 แห่งเข้าร่วมด้วย โดยแห่งแรกที่รับผิดชอบดูแลหนี้สินเกษตรกรคงหนีไม่พ้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่วนอีก 5 แห่งที่เหลือ รับผิดชอบหนี้สินภาคประชาชน

เช่น ธนาคารออมสิน/ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)/ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)/ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)/บรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (บตท.)

โครงการนี้เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 จนถึงวันที่ 15 ก.พ. 2555 แต่ด้วยเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นพอดี ทำให้บริการธนาคารเฉพาะกิจต้องนั่งหาวเรอ เพราะไม่มีลูกค้ามาลงทะเบียนขอพักชำระหนี้มากอย่างที่คิด แม้จะยังเหลือเวลาสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ก.พ. 2555 ก็ตาม

จากตัวเลขล่าสุด ธ.ก.ส.ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการ 639,500 ราย ในวงเงินสินเชื่อ 77,700 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงกลับมีเกษตรกรสนใจลงทะเบียนเพียง 60,000 กว่ารายเท่านั้น ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจอีก 5 แห่งที่เหลือ ตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 135,500 ราย วงเงินสินเชื่อ 12,749 ล้านบาท แต่ยังไม่มีประชาชนรายใดแม้แต่คนเดียวเข้ามาลงทะเบียน ซึ่งแตกต่างจากโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรในครั้งแรกมาก

แต่หากมีการยืดเวลาลงทะเบียนออกไป หรือเพิ่มวงเงินขึ้นอีก ผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมอาจมีความจำเป็นต้องขอรับบริการพักชำระหนี้อย่างถล่มทลายก็ได้ และวงเงินที่คาดว่าจะพักให้รายละไม่เกิน 500,000 บาท ก็อาจไม่พอด้วยซ้ำ ถ้าต้องซ่อมบ้าน ซื้อเครื่องเรือนใหม่ ในขณะที่ยังมีหนี้เก่าติดค้างอยู่


ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชัด

สุดท้ายนี้คงหนีไม่พ้นนโยบาย “ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล” ของรัฐบาล ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2554 ที่ให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ในอัตรา 30% ลงเหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 นโยบายนี้ แม้จะทำให้นโยบายหาเสียงของพรรคฝ่ายค้านหงอยและจ๋อยลงไปถนัดตาก็จริง

แต่ท้ายสุดอาจกลายเป็นหอกทิ่มแทงรัฐบาลกลับมา และเป็นเรื่องตลกร้ายที่ขำไม่ออกของกรมจัดเก็บรายได้ เพราะมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ประกาศออกมา ถือเป็นนโยบายหาเสียงสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นตํ่า 300 บาท ตามข้อแลกเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการ

เพราะรัฐบาลหวังว่าต้นทุนที่ลดลง จะไปเพิ่มเป็นค่าแรงขั้นต่ำแก่แรงงานทั่วไปที่จะเริ่มในวันที่ 1 เม.ย. 2555 โดยรัฐบาลยอมสูญรายได้ถึง 150,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี คือ ปีแรก 2555 สูญ 52,500 ล้านบาท ปี 2556 สูญ 75,000 ล้านบาท และในปี 2557 สูญ 22,500 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้ประกอบการขอเลื่อนระยะเวลาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำออกไปเป็นวันที่ 1 เม.ย. 2555 เพราะประสบภาวะน้ำท่วมและต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อบูรณะโรงงานให้กลับมาผลิตได้อีกครั้ง โดยจะทดลองขึ้นค่าแรงเพียง 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม และนนทบุรี เท่านั้น

ก็เท่ากับรัฐบาลจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติเพียงฝ่ายเดียว แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมามีเพียงหยิบมือขณะที่ฐานะการคลังของประเทศอยู่ในสภาวการณ์น่าเป็นห่วง ทั้งยังต้องสำรองเงินจำนวนมากเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และสภาพดินฟ้าอากาศที่อาจแปรปรวนหนัก จนสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในประเทศ

ถ้าหันมาพิจารณาดูงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ก็จะพบว่า รัฐบาลประเมินว่าจะมีรายได้เพียง 1.98 ล้านล้านบาท  ขณะที่มีรายจ่าย  2.38  ล้านล้านบาท  ขาดดุลถึง  400,000 ล้านบาท นี่ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยมีอาการน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก

กูรูเศรษฐกิจให้ความเห็นว่า การจะปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นขั้นเป็นตอน  แม้จะยอมรับว่าอัตราภาษีของไทยอยู่ในเกณฑ์สูง แต่หากจะปรับลดลง ก็ต้องค่อยๆดำเนินการ ไม่ใช่ลดลงทันทีในปีแรก 7%

ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศใหม่เพื่อสร้างความสามารถในการทำเงิน สร้างรายได้ และศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการไทย  ตลอดจน ถึงแผนจูงใจต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อการขยายฐานการจัดเก็บภาษีซึ่งจะส่งผลดีต่อฐานะการคลังและความมั่นคงของประเทศในอนาคต

ถึงเวลานั้นนโยบายของรัฐบาลนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยก็จะมีแต่ได้กับได้ ไม่ใช่เสียกับเสีย.

ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement