advertisement

ชี้ 6 ธนาคารกลางโลกอัดสภาพคล่องดันเงินบาทแข็งค่า 1%

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2554 14:00

ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยชี้หลัง 6 ธนาคารกลางของโลกอัดฉีดสภาพคล่องให้ยุโรป และจีนลดการสำรองเงิน ดันเงินบาทช่วง 2-3 วันแข็งค่าขึ้นเกือบ 1%...

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 วันนี้ คาดว่าน่าจะมาจาก 2 ปัจจัย คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อมาตรการการแก้ไขปัญหาหนี้ในยุโรป หลังจากธนาคารกลางชั้นนำของโลก 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์ ได้ส่งสัญญาณความร่วมมือกันประกาศใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้นให้กับธนาคารพาณิชย์ยุโรป ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยการกู้ยืมสกุลดอลลาร์ (Dollar Swap Rate) ลง 0.50% จากเดิม 1.0% ให้กับธนาคารพาณิชย์ เพื่อบรรเทาภาวะตึงตัว เพิ่มความสามารถในการจัดหาสภาพคล่องในตลาดการเงินโลก รวมทั้งยังเปิดทางให้ธนาคารกลางชาติต่างๆ ปล่อยกู้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง 0.5% ซึ่งปัจจัยความเชื่อมั่นของนักลงทุนนี้ ส่งผลให้ตลาดการเงิน ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่สกุลเงินต่างประเทศส่วนใหญ่ต่างก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่ดี สำหรับเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้ หลังจากมีข่าวว่า ธนาคารกลางใหญ่ 6 ชาติของโลก ได้ออกมาประกาศใช้มาตรการช่วยสภาพคล่องให้กับตลาดการเงินโลก รวมทั้งมาตรการลดสัดส่วนการกันสำรองเงินของธนาคารพาณิชย์ของธนาคารกลางจีน ทำให้ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ค่าเงินของสกุลเงินส่วนใหญ่ รวมทั้งเงินบาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทั้งหมด โดยเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเฉลี่ยเกือบ 1% (30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือประมาณ 30 สตางค์ ขณะที่เทียบการแข็งค่าของค่าเงินสกุลอื่นๆ ที่เฉลี่ยแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.8-1% จะเห็นว่าค่าเงินบาทเราไม่แข็งค่าที่สุด ขณะที่ค่าความผันผวนของค่าเงินบาทก็ไม่ได้มาก ยังพอรับได้

นายสิงห์ชัย กล่าวต่อว่า เงินบาทที่อยู่ในทิศทางแข็งค่าในช่วงนี้ ธปท.มองว่า ตลาดเงินได้ปรับตัวของตัวเองได้ดีอยู่แล้ว ทำให้ธปท.ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำอะไร เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไม่ได้แตกต่างจากสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน อย่างไรตาม การปรับตัวดีขึ้นของตลาดเงินในขณะนี้ จะเป็นเพียงการปรับตัวในระยะสั้นเท่านั้น จากปัจจัยความเชื่อมั่นนักลงทุนจากมาตรการต่างๆ ของ 6 ธนาคารกลางใหญ่ของโลก แต่ระยะต่อไปเชื่อว่าตลาดการเงินโลกจะยังมีความผันผวนต่อไปอีก เนื่องจากทางการยุโรปยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างชัดเจน จึงส่งผลให้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงอยู่ ดังนั้น ทิศทางค่าเงินบาทในระยะต่อไป คงจะต้องจับตาดูปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่มีสภาพคล่องในระบบการเงินโลกจะมีน้อย เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ และมีการปิดงวดบัญชี จึงทำให้ค่าเงินทุกสกุลเงิน รวมทั้งเงินบาทมีความผันผวนมากขึ้นได้ โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะมีการปรับตัวได้ทั้ง 2 ทาง คืออ่อนค่า และแข็งค่าขึ้นได้

“ค่าเงินบาทในช่วงปลายปีจะเป็นได้ทั้ง 2 ทิศทาง คือ ทั้งอ่อนค่าลง แล้วอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ดังนั้น จะต้องติดตามดูความคืบหน้าของการแก้ไขหนี้ของยูโรและเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าเงิน ขณะที่ปัจจัยในประเทศเองก็จะต้องดูเรื่องการส่งออกที่ขณะนี้ปรับตัวลดลงมาก ขณะเดียวกัน ก็มีปัจจัยเงินทุนไหลเข้าจากเงินประกันภัยที่มาชดเชยความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม ซึ่งเชื่อว่าน่าจะช่วยให้ค่าเงินบาทมีความสมดุลได้” นายสิงห์ชัย กล่าว.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement