advertisement

'กิตติรัตน์' เฉลยที่มางบประมาณรายจ่าย 'กู้แล้วคุ้มก็ต้องกู้' (ตอนที่3)

โดย 1 ก.ย. 2554 05:30

"ไทยรัฐออนไลน์" ได้พูดคุยกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องนโยบายต่างๆ ทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ โครงการรับจำนำข้าว แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือเรื่องงบประมาณในการใช้จ่ายของรัฐบาล ราคาสินค้า หลังจากรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ก็ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่ม แต่ถ้าราคาสินค้าปรับเพิ่มแต่ค่าแรงหรือรายได้ของประชาชนยังเท่าเดิมจะเป็นอย่างไร ซึ่งในครั้งนี้ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจถึงกับประกาศไว้เลยว่าหากบริษัทไม่ปรับขึ้น ตัวเขาจะขอเป็นประธานสหภาพแรงงานออกมาเรียกร้องให้เลยทีเดียว


ดังนั้น วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว เราจะมาเคลียร์กันกับเรื่องที่มาของงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล ราคาสินค้า และคำพูดที่ว่าจะขอเป็นประธานสหภาพแรงงาน ว่าจะเป็นอย่างไร

นโยบายของรัฐบาลที่ออกมาส่วนใหญ่ค่อนข้างเน้นไปที่ประชานิยม คิดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร และจะเอาเงินมาจากไหน?

กิตติรัตน์ : นโยบายที่งบประมาณของรัฐบาลเดิมๆ ที่คิดไว้ในใจคร่าวๆ ถ้าได้กลับมาบริหาร ผมเชื่อว่าตั้งไว้ประมาณ 225,000 ล้านบาท แล้วก็กะว่าจะเก็บภาษีได้เท่านั้นเท่านี้  แล้วก็กะว่าจะขาดดุลงบประมาณ 350,000 ล้านบาท  นี่คือสิ่งที่ผมทราบมา สิ่งที่รัฐบาลนี้ประกาศไว้ก็เขียนไว้แล้วว่าวินัยการคลังจะรักษาไว้ คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องตอบด้วยหลักการ เพราะคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็บอกว่าอุตส่าห์เอาสำนักงบประมาณกับกรมภาษีปลัดกระทรวงมาเซ็นกันว่าจะลดการขาดดุลลงเท่านั้นเท่านี้ ให้ได้  โดยปีนี้ 350,000 ล้านบาท  ปีหน้า 200,000 ล้านบาท อีกปี 100,000 ล้านบาท  ปีโน้นเลิกเลย และก็พยายามเสนอว่าเอ็มโอยูนี้ไม่ได้เซ็นโดยนักการเมืองนะ แต่เซ็นโดยข้าราชการนะ คุณธีระชัย ก็ตอบว่าสถานการณ์โลกก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนยังไงคุณก็รู้ว่าโลกชะลอตัว หนี้สาธารณะของไทยไม่ได้อยู่ในอันดับที่สูงอะไร  ถ้าเราจะทำให้งบประมาณขาดดุลมันมากขึ้นมาอีกสักหน่อย แต่ทุกหน่อยที่ว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เอาไปทำแล้วเกิดความเสียหายเราก็น่าจะทำ

แปลว่าอาจจะต้องใช้งบประมาณมากกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ ?

กิตติรัตน์ : เป็นไปได้ เราอาจจะต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มกว่า 350,000 ล้านบาทบ้าง แต่ทุกอันก็ต้องมีคำอธิบายว่าที่ขาดดุลมากกว่า 350,000 ล้านบาท ผมใช้คำว่า "อาจ" นะ เพราะถ้าจะขาดดุลก็ต้องตอบให้ได้ว่าเอาไปทำอะไร และคุ้มค่ากับระยะยาวแค่ไหน


แปลว่าอาจจะต้องกู้เงินอีกหรือเปล่า ?

กิตติรัตน์ : ก็ต้องกู้ ซึ่งถ้าผมถามว่าถ้าต้องกู้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกู้ 5 ล้านล้านบาท โดยที่ไม่นำเงินไปทำอะไรเลย ไม่เห็นมีคนถาม เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลกู้แล้วได้ผลดีระยะยาว ผมยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างโครงการเขื่อนกั้นน้ำท่วม คนจะบอกทำกันไปทำไม คุณจะรอให้น้ำท่วมจนพินาศก่อนหรือยังไง ทำไมไม่รีบเตรียมการดูอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์มีการทำกันอย่างไร แล้วทำไมถึงทำอย่างนั้นได้ ซึ่งในเรื่องน้ำท่วมนั้นแต่ละปีของความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออย่างโครงการพัฒนาลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ เพื่อป้องกันอุทกภัย ทุกวันนี้สิ่งที่ทำคืออะไร คือการขุดลอกคูคลอง สุดยอดเลยนะ ขุดลอกคูคลองแปลว่าอะไร ทำให้ฝนตกแล้วรีบทำให้ไหลลงมาข้างล่างเร็วที่สุด สิ่งที่ตามมาคือ น้ำก็ไหลลงมาข้างล่างเร็วที่สุดน้ำก็ท่วมแป๊บเดียวไม่กี่วันไม่ท่วมขัง แล้วพอหมดหน้าฝนก็ไม่มีน้ำเหลือ เพราะน้ำไหลลงมาเร็ว แต่ถ้าคุณทำแก้มลิงไหลลงมา ฝนตกมาแทนที่จะเสียใจว่าเมื่อไหร่น้ำจะไหลลงไป ก็เปลี่ยนมาดีใจแทนเพราะน้ำลงแก้มลิงหมดเลยสามารถจะอยู่ข้ามไปถึงฤดูแล้งหน้า ถ้าโครงการแบบนี้จะขาดดุลไปสัก 50,000 ล้านบาท หรือ 100,000 ล้านบาท คุ้มนะ แต่ถ้าจะบอกว่าอีก 100,000 ล้านบาท ที่ไปประชานิยมโน่นนี่ ผมว่ามันก็เสียหายที่อธิบายใครไม่ได้ ถึงเวลาขั้นตอนไปผ่านงบประมาณในสภาฯ ก็ทำไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าบอกว่าอันนี้ก็ต้องทำอันโน้นก็ต้องทำ มันมีนโยบายบางอย่างที่เราไม่ได้ประกาศว่าเป็นนโยบายของเราแต่รัฐบาลที่แล้วจะทำ เราก็ไม่ทำไง

ถ้าต้องกู้อีกหมายความว่า 4 ปี ของรัฐบาลเพื่อไทย ต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลตลอดหรือเปล่า ?

กิตติรัตน์ : ไม่ ถามว่าทำไมถึงไม่ คุณดูนะคนที่มีค่าจ้างขั้นต่ำ 100-200 บาท ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นคนเหล่านี้จะทำอย่างไร ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และในรอบ 365 วันจะใช้กี่รอบ แล้วกี่รอบที่ว่านั้นเป็นจีดีพีหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นจีดีพี คุณว่ารัฐบาลนี้จะเก็บภาษีได้เยอะกว่าแผนเดิมหรือไม่ ส่วนอัตราภาษีที่ลดลงคนก็บอกว่าจ่ายก็จะจ่ายเยอะขึ้นอัตราก็จะลดลง คุณว่าตอนที่คนเสียภาษี 30% อยู่แล้วถ้าลดลงเหลือ 23% คุณว่าจะเก็บได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง


ห่วงหรือไม่ว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์แบบสหรัฐฯ ที่ประชาชนหวั่นวิตกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จึงหันไปเน้นการออมมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการใช้จ่าย และหากเป็นเช่นนั้นจริงรัฐบาลจะทำอย่างไร ?

กิตติรัตน์ : ไทยไม่เหมือนสหรัฐฯ เพราะส่ิงที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯความจริงเป็นรากฐานเดียวกับไทยคือการกระจายรายได้ แต่ผลที่ออกมาคนละข้าง เพราะการกระจายรายได้ของสหรัฐเป็นการกระจายรายได้ที่ไม่ดี แต่ระบบการเงินให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคของสหรัฐฯทำไว้สุดยอด คือถ้าคุณมีงานประจำคุณสามารถกู้ได้จนสุดเลย คุณซื้อบ้านคุณกู้ได้เต็มที่แล้วเวลาผ่อน สามารถเลือกผ่อนแต่ดอกเบี้ยได้ด้วย เงินต้นไม่ต้องจ่าย เพราะสหรัฐฯอยู่บนความเชื่อที่ว่าถ้ามีงานทำถาวร คุณทำงานไปบ้านหลังแรกเดี๋ยวขาย แล้วไปซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นมันเป็นระบบที่สร้างไว้แบบง่อนแง่นสุดๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เมื่อการกระจายรายได้ที่ไม่ดี แต่คนยังอยากมีความสุขเหมือนเดิม ก็ต้องกู้ เมื่อกู้ขึ้นไปถึงระดับนึงเกิดอะไรขึ้น สินเชื่อบุคคลก็ระเบิด พอระเบิดก็ตกงาน พอตกงานก็ไม่ใช้จ่าย


แต่ถ้าดูอีกด้านที่บอกว่าคนสหรัฐฯมีการออมที่เยอะจึงไม่ใช้จ่าย ดูดีๆ นะคนที่ออมเงินชื่อ บิล เกตส์ ชื่อวอเรน บ๊อปเฟอร์ ชื่อสตีฟ จอบส์ ทำไมผมถึงกล้าพูดคำนี้ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนสหรัฐที่เป็นคนชั้นสูงสุดของประเทศจำนวน 1% จะมีส่วนแบ่งรายได้ 17% และในรอบ 10 ปี จาก 17%เพิ่มไปเป็น 18% 19% ...และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอเกอร์แตกคนจำนวน 1% จะมีรายได้จากระบบ 28% เพราะฉะนั้นคนที่มีรายได้ขนาดนั้น ต้องออมแน่นอน เพราะไม่รู้ว่าจะบริโภคอะไร ก็ต้องออม ตัวเลขของการออมถึงได้ดูเหมือนสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม บนตัวเลขรวมของการออมของคนระดับบนที่เกิดขึ้น ก็ได้เกิดตัวเลขการกู้ของคนระดับล่างมาสร้างความสมดุล เพราะฉะนั้นเป็นปัญหาด้านโครงสร้างไม่ใช่เป็นปัญหาด้านยอดรวม แต่ของไทยต่างเพราะคนที่มีรายได้น้อยของเราไม่สามารถทำแบบคนสหรัฐฯ ได้ เพราะไปขอกู้ใครก็ไม่ให้ ยกเว้นดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนกลุ่มนี้จึงไม่เป็นผู้บริโภคที่ดี ดังนั้น บนรากเดียวกันคือการกระจายรายได้ที่ไม่ดี แต่สิ่งแวดล้อมเป็นตัวประกอบที่ต่างกัน ทำให้ประเทศหนึ่งกู้เยอะมากจนกลายเป็นระเบิดเวลาขนาดใหญ่ และในระหว่างที่กู้สหรัฐฯก็มานำเข้าของที่เหลือจากทั้งโลกไปกินไปใช้ ดังนั้นสหรัฐฯจึงกลายเป็นประเทศที่ยินดีขาดดุลให้ทั้งโลก และโลกก็ดีใจว่าขายของให้สหัฐฯได้เอาดอลลาร์ฯมาเก็บจนเต็ม แต่ไทยแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นส่ิงที่ควรช่วยกันคิดตอนนี้คือ ทำอย่างไรทั้งคนเมืองที่เป็นผู้ใช้แรงงาน ทั้งเกษตรกรซึ่งเกษตรกรชนิดอื่นไม่ต้องห่วงเพราะราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น แต่เกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่เป็นผู้ปลูกข้าวราคาข้าวต่ำ


ดังนั้นถ้าเราสามารถเริ่มจากตรงนี้ได้ แต่รัฐบาลก็รู้ว่าต้องทำงานเยอะ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องประชานิยมอย่างเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ทำแล้วต้องไปเกี่ยวพันกัน ผมก็ถามต่อว่า ทำไมผมถึงไปหาบริษัทใหญ่ๆ แล้วบริษัทเหล่านั้นถึงยินดีให้ความร่วมมือ เป็นเพราะรู้จักกับผมมานานหรือ ไม่ใช่หรอกครับ บริษัทใหญ่ๆ ก็คิดเป็น การที่บริษัทจะจ่าย 15,000 บาท หรือ 300 บาท ที่ว่าเมื่อเทียบกับภาษีเงินได้ที่บริษัทจะได้ลดจาก 30% เหลือ 23% ในปีหน้า แทบจะพอกันเลย แล้วบริษัทก็รู้ว่ามีบริษัทอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมเสียภาษีตรงแบบที่อีกหลายบริษัททำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากอธิบายคือมันไม่ได้เป็นนโยบายรายช้ิน มันเป็นกลุ่มนโยบายที่ถ้าดำเนินไปพร้อมๆ กัน จะเปลี่ยนประเทศไทย เปลี่ยนสมดุลถ้าเราทำตรงนี้ได้ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เราก็จะเริ่มลุ้นตัวเลขส่งออกน้อยลง แต่ผมว่าเตรียมการกันไว้ก่อนเลยดีกว่าว่าตัวเลขส่งออกจะลดลงในอนาคต ดังนั้น การที่เราสามารถทำให้จีดีพีดีได้โดยที่เป็นกำลังซื้อในประเทศสำหรับผม ผมว่ามัน 2 ต่อ ต่อให้ได้เงินเท่ากันก็น่าทำอันนี้ เพราะอันนึงคุณผลิตของให้คนต่างประเทศบริโภค อีกอันคุณผลิตของให้คนของเราบริโภคได้เงินเท่ากัน แต่หันไปแล้วคนที่อยู่ร่วมสังคมกับเรามีความสุข ดังนั้นถ้าเลือกแบบนี้คุณดูสิว่าส่งออกโต 30% การบริโภคในประเทศโต 2% มันน่าเสียดาย เอาเป็นว่าส่งออกยังโต 25% แล้วบริโภคในประเทศโตสัก 7% ได้หรือไม่ เพราะ 7% ที่เพิ่มขึ้นคือการกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ

แต่ผมก็ยอมรับนะว่ามีคำถามเยอะว่าถ้าเป็นอย่างนี้ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร เราก็ต้องเชื่อว่ามันได้แล้วบนความเชื่อที่ว่ามันควรได้เพราะอะไร เพราะมันสมควร และถ้ามันสมควรแล้วมันจะยากสักหน่อย เราก็ต้องทำให้มันได้ แต่ถ้าเราบอกว่ามันยากทั้งๆ ที่เราบอกว่ามันสมควร แล้วเราไม่ทำเลย ไม่รู้ นักการเมืองเขาก็อาจจะยังอยากมาเป็นรัฐบาลอยู่นะ แต่ผมไม่มา เพราะว่าทำทำไมมันก็เป็นอย่างนั้นเดิมๆ ผมว่าคุณธีระชัยก็ไม่มา แต่ที่คุณธีระชัยกับผมและทีมเศรษฐกิจบางคนยอมมา เพราะทำไปแล้วมันดีมันคุ้มกับการที่เราเสียสละชีวิตเรา


ระยะเวลาสำหรับนโยบายแพ็กเกจรวมที่รัฐบาลพูดมาจะเห็นผลในกี่เดือน ?

กิตติรัตน์ : ใช้ศัพท์เดิมได้ไหม อย่าหาว่าผมเลี่ยงบาลีนะ ว่า "กระชับ"

6 เดือนจะเห็นผลหรือไม่ ในระยะสั้นที่สุด ?

กิตติรัตน์ : เห็น ผมเรียนอย่างนี้นะสเต็ปที่ 1 ผมถึงเรียนว่ามันเป็นขั้นเป็นตอน  เช่น ราคาน้ำมันลด ถามว่าลดเพราะอะไรเป็นประชานิยมเบอร์ 1 หรือเปล่า ลดแล้วเดี๋ยวคุณดูนะราคาหมู ราคาไก่ ราคาผักมันจะลดหรือไม่

แล้วถ้าราคาหมู ราคาไก่ ราคาผัก ไม่ลดล่ะ ?

กิตติรัตน์ : ไม่ลดมีอธิบดีตกงาน (หัวเราะ)

แต่เรื่องราคาสินค้ามีปัญหาตลอด เพราะเวลาน้ำมันขึ้นมาขอขึ้นแต่เวลาน้ำมันลดไม่เคยลง ?

กิตติรัตน์ : ผมก็ยอมรับ เพราะก่อนหน้านี้ ตอนน้ำมันคุณก็ไม่ให้ผู้ผลิตขึ้น พอน้ำมันลงผู้ผลิตก็ไม่อยากลง เพราะเวลาขึ้นคุณก็ไม่ให้ผู้ผลิตขึ้น งั้นก็ต้องเริ่มสัมพันธภาพกันใหม่ โดยรัฐบาลขอให้เอกชนลดราคาในครั้งนี้ก่อน แล้วคุณก็ลองดูแล้วกันว่าราคาหมูจะลงหรือไม่ ไก่จะลงหรือไม่ ถ้าลงก็เข้าบัญชีบุญคุณ วันที่ราคาน้ำมันขึ้นหรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องขึ้นโดยเหตุผลอันสมควรก็ขึ้นให้เลย แต่ถ้าผู้ผลิตไม่ลงแล้วมาบอกว่าคราวที่แล้วไม่ให้ขึ้นต้องบอกว่า ขณะนี้เป็นมวยคนละยก รัฐบาลขอตั้งต้นใหม่ตอนนี้ขอดูน้ำใจเอกชนก่อน อ้าวแล้วราคาค่าขนส่งดีเซลลง 3 บาท เจ๊เกียวจะลงให้บ้างหรือไม่ ถ้าไม่ลงคราวหน้าก็ไม่ให้ขึ้น เราต้องเริ่มสัมพันธภาพกันใหม่ แล้วถ้าถามว่ารออะไร ชัดเจนมีคำอธิบายนะ งบประมาณที่ออกจะล่าช้า เพราะ 2-3 เดือนที่เหลือไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลนี้  เพราะการใช้จ่ายตามโครงการที่ไม่ใช่นโยบายเรา เราก็ต้องหยุด เพื่อเก็บทรัพยากรเงินเพื่อดำเนินนโยบายที่เป็นของเรา 2. เร่ิมปีงบประมาณใหม่ก็ยังเริ่มไม่ได้เพราะยังไม่ผ่านสภาฯ


เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการคืออะไรเราต้องการให้ระบบมีสภาพคล่อง ขั้นที่ 2 บริษัททั้งหลายที่จะเร่ิมจ่ายค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาท ที่จะเห็นเด่นชัดก็จะเกิดช่วงปลายปีนี้ต้นปีหน้าแล้วก็จะเห็นเด่นชัดแน่นอน เพราอะไร เพราะบริษัทต่างๆ ก็รู้ว่าจะได้อัตราภาษีใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. 55 ถ้าคุณรู้ว่าคุณจะได้อัตราภาษีใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. แล้วคุณก็ยังไม่ให้ความร่วมมือการจ่าย 300 บาท ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็เริ่มเดินแล้ว ผมจะเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงานในฐานะที่คุณเอาประโยชน์จากรัฐไปแล้ว แล้วคุณไม่เอาไปตอบแทนบุคลากรของคุณ ดังนั้นผมเชื่อว่าผมไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอก บริษัทดีๆ ก็คิดออก แล้วผมก็ไม่ต้องให้ร้ายอะไร ใครที่ทำผมก็จะไปเชียร์บริษัทนั้นทุกวันไปซื้อของบริษัทนี้ คนก็ต้องกลับมาให้ความร่วมมือในเมื่อระบบมันเคลื่อน ส่วนที่ถามว่าเอสเอ็มอีบางกลุ่มที่ไม่ไหวจริงๆล่ะ ผมก็ต้องบอกว่าไม่ไหวก็ยอมรับความจริงเถอะ

ที่บอกให้เอสเอ็มอีรับสภาพ หมายความว่าจะไม่มีมาตรการให้ความช่วยเหลือ ?

กิตติรัตน์ : ถ้าไม่ไหวแล้วต้องการความช่วยเหลือ เช่น บอกผมไม่มีเงินซื้อเครื่องจักร ก็ไม่ยากจัดได้เลยธนาคารของรัฐที่พร้อมจะให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นธนาคารเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารของรัฐต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้มีประสิทธิภาพก็ต้องเดินเลย แต่ถ้าบอกว่าทำอะไรก็ไม่ได้ครับ ทำอะไรไม่ไหวเลยผมสามารถจ่ายได้แค่นี้ 250 บาท ถ้าไม่งั้นผมเจ๊ง ผมก็จะบอกว่าพี่เปลี่ยนธุรกิจเถอะ ปัจจุบันมีคนจ่ายค่าแรงเกินวันละ 300 บาทอยู่เยอะนะ ทำไมที่อื่นถึงจ่ายได้ล่ะ เพราะ 1. บริษัทนั้นอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง 2. คนของบริษัทนั้นๆ มีทักษะฝีมือแรงงานที่ดี ดังนั้นถ้าคุณจะอยู่ได้เฉพาะ 250 บาทอย่าเลย ไม่ได้ แล้วประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไร


แรงงานของไทยมีฝีมือมากพอกับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แล้วหรือยัง ?

กิตติรัตน์ : ผมว่าถ้าสำรวจจริงๆ มีแรงงานจำนวนหนึ่งที่มีทักษะแรงงาน แต่นายจ้างไม่รู้เอง ถามว่าทำไมไม่รู้ เนื่องจากจ้างถูกๆ ก็พอ วันนี้ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดรู้ว่าจะต้องจ่ายสูงขึ้นมาเพื่อต้องแข่งกับคนอื่นนายจ้างต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะใช้บุคลากรอย่างไรถึงจะคุ้ม มีโรงงานไม่น้อยที่ยังจ่ายเป็นรายชั่วโมงรายวัน ไม่ได้จ่ายเป็นรายชิ้น แต่ว่ามีกลุ่มผู้จ้างที่มีความคิดในเชิงประสิทธิภาพ จะจ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้น ซึ่งแรงงานกลุ่มที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายชิ้นจะทำงานแบบทะลุโลกเลย ทั้งเนี้ยบทั้งดีทั้งเร็ว แต่พวกจ่ายเป็นรายวันจะทำไปเรื่อยๆ ให้ครบไป เพราะฉะนั้นกระบวนการในการพัฒนาฝีมือแรงงานต้องเป็นกระบวนการของการทำงานร่วมกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ผมก็ยอมรับว่าระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแล้วไม่มีเครื่องมือไม่มีเครื่องจักรไม่มีเงินทุนอันนี้ก็ต้องว่ากัน ซึ่งบางเรื่องก็คุยกันเป็นภาพใหญ่


จะทำอย่างไรกับกองทุนน้ำมันหลังจากยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ โดยเฉพาะราคาก๊าซ ?

กิตติรัตน์ : 1. ภาวนาให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ขยับขึ้นไป 2. ภาวนาให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงมาบ้าง ซึ่งบนการภาวนายังมีความเป็นไปได้ เพราะเรารู้ว่าซัพพลายของผู้ผลิตรายใหญ่บางอย่างก็ชะงักไปด้วยเหตุผลทางการเมืองภายในประเทศตามที่เป็นข่าว

การยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนฯจะทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะเอาไปอุดหนุนราคาก๊าซ แปลว่าต้องปล่อยให้ราคาก๊าซลอยตัวหรือ ?

กิตติรัตน์ : ก็ดีเหมือนกันนะ

แปลว่าจะไม่มีการไปกู้มาเพื่อพยุงราคาก๊าซอีกแล้ว ?

กิตติรัตน์ : อาจจะต้องกู้ แต่ที่ผมบอกก็ดีเหมือนกันนะคุณก็ต้องหันไปดูภาพใหญ่สิ 1. ต้องขายก๊าซถูกๆ 2. ต้องให้ขึ้นรถเมล์ฟรี 3. ต้องขึ้นรถไฟฟรี 4. ต้องใช้ไฟฟรี สิ่งเหล่านี้มันเกิดมาเพราะอะไร รักษาพยาบาลฟรี เรียนฟรี โครงการเหล่านี้เกิดมาเพราะคนจน แต่รัฐบาลอยากให้ประชาชนได้ใช้ก็ต้องช่วย แต่ถ้าถามว่าวิธีเหล่านั้นเป็นวิธีที่ดีหรือไม่ ถ้าบอกไฟ 90 หน่วยฟรี บางทีชาวบ้านอาจใช้ แค่ 50 หน่วยก็ได้ถ้ารู้ว่าจะต้องจ่ายบ้าง แต่ในเมื่อฟรีก็เอาให้หมดทั้ง 90 หน่วยเลยละกัน แต่ที่บอกจะเปลี่ยนความคิดประเทศไทย คือ อย่าให้จนกันขนาดนั้นเลย ไม่งั้นก็จะต้องโน่นนี่นั่นไม่มีกลไกอะไรเลย


เป็นสัญญาณว่าจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นหรือไม่ ?

กิตติรัตน์ : เมื่อรายได้ของคนในระบบมีความเปลี่ยนแปลงอย่างทั่วถึง ถึงเวลาตรงนั้นก็ต้องค่อยๆทยอยยกเลิก ผมใช้คำว่า "กระชับ" หมายถึงระยะเวลาที่ไม่รวดเร็วเฉียบพลันจนเกิดความเสียหายในทางปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะเนิ่นนานไปซะจนมองไม่ออกเลยว่าได้เกิดการปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นยกตัวอย่างเช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคลผมก็เจอฝรั่งถามว่าทำไมลงแค่ 23% ไม่ลง 18% เลย ผมบอกว่าแค่ 23% คนก็กังวลกันแล้ว ผมก็บอกว่ารอมาได้ตั้งนาน รอดูอีกหน่อยสิว่า 23% แล้วจะเป็น 20% แล้วจะเป็นอย่างนี้ได้จริงหรือไม่ แต่ราคาก๊าซหุงต้ม คุณอุดหนุนเกือบครึ่ง ช่วยจนชาวบ้านต้องการให้สนับสนุนให้เป็นหุงต้มดันเอาไปเติมรถผู้โดยสารวิ่ง กลุ่มที่ไปเติมรถทำไมไม่เป็นเอ็นจีวีแล้วก๊าซแอลพีจีก็เอามาให้ใช้ในการหุงต้ม แต่ที่ผ่านมาเป็นนโยบายที่ปะติดปะต่อ งั้นถ้าจะเดินต่อโดยที่ปะติดปะต่อกันมาแล้วเราก็ไปปะติดปะต่อกันไปเรื่อยๆ ผมว่ามันอันตรายนะ แต่ตอนนี้เรามาดูที่หลักการหรือเปล่า ว่าถ้าอันไหนไม่ใช่ก็ค่อยขยับอันที่ว่าคนมีแรงงานน้อยก็ค่อยๆ ขยับ


แล้วแรงงานต่างด้าวจะให้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทด้วยหรือไม่ ?

กิตติรัตน์ : ให้  ให้เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต่อไปนี้การขึ้นทะเบียนจะยากขึ้น ถ้าถามว่าทำไมถ้าคุณไม่ให้แรงงานต่างด้าวแล้วคนกลุ่มนี้ผิดตรงไหน แค่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคนไทย แล้วปากบอกจะเออีซี แต่ท่านต้องไทยอย่างเดียวก็ไม่ตรงกับที่คิดสิ ในขณะเดียวกันคิดต่อถ้าไม่ให้ก็ต้องส่งเสริมบีโอไอ แทนที่บีโอไอจะอยู่ตรงนี้ก็ให้ไปอยู่ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด อยู่ฝั่งนี้อึดอัดก็ส่งไปอยู่ฝั่งโน้นเลยไม่ดีหรือ มีความสุขทุกฝ่ายแรงงานก็ไม่ต้องลำบาก อันนี้เป็นกลยุทธ์เลยนะ แล้วผมก็เห็นใจว่า การจะเอามาปะติดปะต่อกันมันก็ซับซ้อนแล้วยังเป็นไปได้ยากด้วย แต่ผมก็เพียงแต่ยืนยันว่ารัฐบาลนี้คิดออกแล้วและแถลงแล้วด้วย

ผมเรียนว่าขั้นตอนในการทำที่บอกว่ามี 3 อัน คือ มโนกรรม วจีกรรม ตอนนี้เหลืออย่างเดียวคือ กายกรรม หวังว่าจะไม่ใช่กวางเจา (หัวเราะ) แต่ที่ผมคิดอีกกลุ่มคือคุณคิดยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเดินต่อกันอย่างไร คิดไม่ออกก็พูดไม่ออก พูดไม่ออกก็ไม่ได้ทำรัฐบาลนี้ทำไป 2 ใน 3 แล้ว ถ้ามองอย่างนั้น ก็มั่นใจ.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement