advertisement

เอาใจพวกรูดปรื๊ด คลังเปิดรีไฟแนนซ์บัตรกดเงินสด

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2554 19:49

คลังเตรียมเปิดให้ลูกหนี้บัตรกดเงินสดของนอนแบงก์รีไฟแนนซ์หนี้มายัง 3 แบงก์รัฐได้ โดยต้องมีคุณสมบัติเป็นลูกหนี้ที่ดี ส่วนโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตจะเปิดให้บริการได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. ถึง สิ้นเดือนส.ค.นี้ โดยมีวงเงินรวมเบื้องต้น 10,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เร็วๆนี้ กระทรวงการคลัง จะเปิดให้ลูกหนี้บัตรเครดิตประเภทกดเงินสดจากผู้ให้บริการทางการเงินที่ ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือนอนแบงก์สามารถนำหนี้บัตรเครดิตดังกล่าวมารีไฟแนนซ์ กับธนาคารของรัฐทั้ง 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสินและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลังกำลังรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาประมวลก่อนที่จะประกาศหลักเกณฑ์นำไปใช้

“ผู้ที่ใช้บริการถอน เงินสดผ่านบัตรเครดิตของนอนแบงก์เป็นประชาชนที่มีรายได้น้อยหรือผู้ใช้ แรงงานที่มีเงินเดือนไม่เข้าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการออกบัตรเครดิต นอนแบงก์เหล่านี้ก็จะมีการหลบหลีกเกณฑ์ด้วยการออกบัตรกดเงินสดโดยคิด ดอกเบี้ยสูง คนกลุ่มนี้ จะต้องได้รับการดูแล ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังรวบรวมข้อมูลสินเชื่อประเภทนี้ เพื่อกำหนดกติกาการช่วยเหลือ แต่คงต้องเป็นคนที่มีวินัยการเงินที่ดี” รมว.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตประเภทกดเงินสดได้นี้ ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตของสถาบันการเงิน ซึ่งโครงการรีไฟแนนซ์บัครเครดิตของสถาบันการเงินนั้น กระทรวงการคลังออกเกณฑ์ให้ 3 แบงก์รัฐข้างต้นเปิดรับรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตในวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท โดยสามารถรีไฟแนนซ์ได้ไม่เกินรายละไม่เกิน 300,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 10% ต่อปี มีระยะเวลาการชำระตั้งแต่ 1-3 ปี จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.54 ถึงสิ้นเดือนส.ค.54 โดยรับเฉพาะลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระเงินที่ดีและรับเฉพาะการเป็นหนี้ที่ เกิดก่อนเดือนเม.ย. 2554

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เหตุที่เปิดรับรีไฟแนนซ์ในวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพราะเชื่อว่า จะมีผู้มารีไฟแนนซ์ในระดับดังกล่าว หรือประมาณ 20% ของผู้ที่ประวัติการชำระหนี้ดีในจำนวน 50,000 ล้านบาท เนื่องจาก เชื่อว่า บรรดาสถาบันการ เงินผู้ออกบัตรจะมีวิธีการในการดึงลูกค้าของตัวเองไว้ ซึ่งถือว่า ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ หรือหากว่า ไม่มีลูก หนี้รายใดรีไฟแนนซ์มาที่ 3 แบงก์รัฐดังกล่าวเลย ก็จะถือว่า ประสบความสำเร็จ

“ถ้าไม่มีใครโอนหนี้บัตรเครดิตมาเลย แต่ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้เหล่านี้ลดลง ก็จะตรงตามวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตาม หากว่า มีลูกหนี้โอนหนี้มาเป็นวงเงินมากกว่า 10,000 ล้านบาท ก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา แต่ขอเรียนว่า ธุรกรรมที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นธุรกรรมปกติของแบงก์ ไม่ได้เป็นโครงการที่มีผลต่อการชดเชยของรัฐบาล” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดวินัยในการชำระหนี้ ลูกหนี้ที่จะขอรีไฟแนนซ์จะต้องยอมยกเลิกบัตรเครดิตที่จะโอนมา โดยต้องมีหลักฐานมายืนยันมาได้มีการยกเลิกบัตรแล้ว อย่างไรก็ตาม หากต้องการกลับไปถือบัตรเดิม จะต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี และจะมีบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฎิบัติตามกติกา ซึ่งอาจจะถูกบันทึกในเครดิตบูโร

ส่วนกรณีที่สถาบันการเงินเอกชนอาจปรับ เปลี่ยนวิธีการคิดค่าธรรมเนียมการบริการด้านอื่นเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ย บัตรเครดิตที่ลดลงเพื่อดึงลูกค้านั้น เรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเป็นผู้ดูแลให้เกิดความเป็นธรรม โดยต้องดูว่า การให้บริการใดที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกค้า ซึ่งตนไม่กังวลกับประเด็นนี้ เพราะในระบบสถาบันการเงินเองก็มีการแข่งขัน ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับลดค่า ธรรมเนียมการโอนระหว่างแบงก์ หรือ การรวมตัวของแบงก์รัฐในการใช้บริการตู้เอทีเอ็ม ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็วนี้ ก็ถือเป็นการแข่งขันที่จะทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์ สูงสุด” รมว.คลัง กล่าว

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement