advertisement

ออมสินคุ้มครองเงินฝาก 100% "เลอศักดิ์" คุยรัฐเป็นประกันไม่มีวันปิดกิจการ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2554 06:15

"เลอศักดิ์"  การันตีผู้ฝากเงินกับธนาคารออมสิน  รัฐบาลคุ้มครอง 100% พร้อมปรับโครงสร้างสินเชื่อโดยหันมาเน้นธุรกิจเชิงพาณิชย์มากขึ้น เพื่อรองรับเงินฝากไหลกว่า 300,000 ล้านบาทในอนาคต หลังการคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 54



นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 11 ส.ค. 54 ที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อธนาคาร และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 55 เป็นต้นไปจะคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะมีเงินฝากใหม่ไหลเข้ามาฝากเงินกับธนาคารออมสินถึง 300,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5% ของฐานเงินฝากทั้งระบบ 7 ล้านล้านบาท เนื่องจากประชาชนที่มีเงินออมอยู่ในบัญชีเกินกว่า 1 ล้านบาท มีความกังวลจากการคุ้มครองที่ลดลงเรื่อยๆ

โดยหลังจากวันที่ 11 ส.ค. 54 ไปแล้ว คาดว่าจะมีประชาชนส่วนหนึ่งนำเงินฝากมาฝากไว้ที่ธนาคารออมสินมากขึ้น เพราะมั่นใจว่าธนาคารแห่งนี้จะไม่มีวันปิดอย่างแน่นอน เนื่องจากธนาคารออมสินมี พ.ร.บ.จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ด้วยเงิน 100,000 บาท เพราะทรงเห็นคุณประโยชน์ของการออมทรัพย์ เพื่อให้ประชาชนรู้จักการประหยัดการเก็บออม มีสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองของประชาชน

"ตอนนี้มีผู้ฝากเงินหลายคนกังวลว่า หากการคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้จริง ก็ไม่รู้ว่าจะนำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารไหนดี เพราะการคุ้มครองจะเริ่มลดลงจากปีนี้ ก็ขอให้ผู้ฝากเงินสบายใจได้ว่าหากนำเงินมาฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน เงินของท่านไม่มีวันหายไปไหน เพราะไม่มีวันที่จะปิดกิจการแน่นอน เนื่องจากธนาคารออมสินมี พ.ร.บ.จัดตั้งธนาคารเป็นของตัวเอง ตั้งแต่ปี 2489 หรือ 98 ปีมาแล้ว โดยเนื้อหาสาระของ พ.ร.บ.กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลเป็นประกัน การจะสั่งปิดธนาคารออมสินได้จึงมีเพียงหนทางเดียวคือรัฐสภาต้องยกเลิก พ.ร.บ. ธนาคารออมสิน"

นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้ผู้ที่ฝากเงินกับธนาคารออมสินมั่นใจได้ 100% ว่าเงินของท่านจะไม่มีวันสูญหายแม้แต่บาทเดียว เพราะในเนื้อหาของกฎหมายหากธนาคารออมสินมีความจำเป็นต้องปิดกิจการ รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแลเงินฝากของประชาชนอย่างเต็มที่ แต่ขณะนี้มั่นใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบันธนาคารออมสินมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง จากทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 100,000 บาท ในเวลานั้น จนถึงปัจจุบันธนาคารออมสินไม่เคยมีการเพิ่มทุนแม้แต่ครั้งเดียว จึงเท่ากับว่าธนาคารออมสินมีทุนจดทะเบียนเพียง 100,000 บาท



ขณะที่สินทรัพย์รวมของธนาคาร ณ สิ้นปี 53 มีถึง 1.46 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับปี 52 โดยมีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือบีไอเอสสูงกว่า 10% มีสินเชื่อคงค้างกว่า 1.11 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 1.18 ล้านบาท และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลเพียง 1.24% ซึ่งถือเป็นธนาคารที่มีเอ็นพีแอลต่ำที่สุดในระบบเวลานี้ เป็นสิ่งที่การันตีถึงความมั่นคงของธนาคารได้อย่างดี

"ฐานะการเงินของออมสินเวลานี้ ดีมากในทุกๆเรื่อง ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่สิ่งที่จะดำเนินการต่อไปคือการทำให้ธนาคารออมสินเป็นสถาบันการออม ซึ่งวันที่ 14 ก.พ.นี้ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ จะมีการออกสลากออมสินพิเศษใหม่อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดปีแรก 1.40% ปีที่ 2 อัตรา 2.85% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.78% ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 8% และปีที่ 5 อัตราดอกเบี้ย 10.50% โดยเฉลี่ยแล้วหากซื้อสลากต่ำกว่า 1 ล้านบาท จะได้รับผลตอบแทน 2.1% ต่อปี และเกินกว่า 1 ล้านบาทได้รับผลตอบแทบ 2.82% แต่หากซื้อเกินกว่า 10 ล้านบาทจะได้รับผลตอบแทน 1.86% ต่อปี เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาออมเงินมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะมีรางวัลพิเศษเป็นทองคำมูลค่ารวม 26 ล้านบาทอีกด้วย"

นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า การระดมเงินด้วยการออกสลากออมสินพิเศษ ถือเป็นจุดเด่นของธนาคารออมสินที่ธนาคารเอกชนไม่สามารถทำได้ เพราะธนาคารออมสินไม่ใช่เป็นแค่สถาบันการเงินเท่านั้นแต่ยังเป็นสถาบันการออม และเป็นที่เก็บรักษาเงินให้แก่ประชาชนและประเทศชาติอีกด้วย ดังนั้นเงินฝากที่ระดมมาได้  ธนาคารออมสินก็นำไปปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ   โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ที่ 6% ต่อปี ไม่มีการบวกค่าธรรมเนียมพิเศษ และที่สำคัญไม่ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ในทางตรงกันข้ามธนาคารออมสินได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไปแล้ว 2 ครั้งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพื่อช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารออมสินให้ได้รับผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยฝากในตลาดที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงาน ข้อมูลเปรียบเทียบวงเงินคุ้มครองเงินฝากของไทยกับประเทศอื่น ดังนี้ สหรัฐอเมริกา คุ้มครองเงินฝาก 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาท 8.10 ล้านบาท หรือ 5.24 เท่าของรายได้ต่อหัวของคนสหรัฐฯ ขณะที่ญี่ปุ่นคุ้มครอง 10 ล้านเยน หรือ 3.7 ล้านบาท แต่เทียบกับรายได้ต่อหัวแล้วคิดเป็น 2.68 เท่า, เกาหลีใต้คุ้มครอง 50 ล้านวอน เท่ากับ 1.35 ล้านบาท หรือ 2.14 เท่าของรายได้ต่อหัวของคนเกาหลี, สิงคโปร์ คุ้มครอง 20,000 ดอลลาร์ สิงคโปร์ คิดเป็นเงินบาท 473,000 บาท เท่ากับ 0.35 เท่าของรายได้ต่อหัวของคนสิงคโปร์, ฮ่องกงคุ้มครอง 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือ 418,000 บาท เท่ากับ 0.35 เท่าของรายได้ต่อหัวของคนฮ่องกง ส่วนการคุ้มครอง 1 ล้านบาทของไทยคิดเป็น 6.9 เท่าของรายได้ต่อหัว และเป็นวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่สูงที่สุดในอาเซียน.

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement