advertisement

รัฐยกเครื่องสัญญาร่วมทุน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2553 05:00

สศช. ชง ครม.รื้อสัญญาร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน กรณีเกิดข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หลังคมนาคม-พลังงาน-มหาดไทย-คลัง ต่างเสนอขออนุมัติใช้วิธีอนุญาโตฯ...

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำนัก งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 7 ธ.ค.นี้ ปรับปรุงมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค.52 เรื่องการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชน กรณีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ โดยเสนอให้ปรับปรุงเป็นสัญญาทุกประเภทที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนในไทย หรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ อาจระบุในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดได้ แต่หากมีปัญหาหรือมีความจำเป็นให้เสนอ ครม.พิจารณาวิธีการระงับข้อพิพาทเป็นรายๆไป

ทั้งนี้ ตามมติ ครม.เดิมได้กำหนดว่าสัญญาทุกประเภทที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนในไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ ไม่ควรเขียนผูกมัดในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด แต่หากมีปัญหาหรือมีความจำเป็นหรือเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเป็นรายๆไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มติ ครม.ได้กำหนดว่าไม่ควรเขียนระบุให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการทำสัญญาระหว่างรัฐและเอกชน แต่ให้เสนอ ครม.อนุมัติเป็นรายๆไปนั้น ปรากฏว่าได้มีหน่วยงานทั้งกระทรวงคมนาคม, พลังงาน, มหาดไทย และกระทรวงการคลัง ได้เสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติการใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญา และ ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่หน่วยงานเสนอ ซึ่งโครงการส่วนหนึ่งเป็นโครงการด้านเงินกู้ทั้งที่รัฐบาลไทยเป็นผู้กู้และเป็นผู้ให้กู้ ซึ่งแหล่งเงินกู้ต่างประเทศระบุให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญา และบางโครงการมีความสำคัญหรือมีความจำเป็นต่อประเทศ ซึ่งคู่สัญญากำหนดให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการเท่านั้น ทำให้ฝ่ายรัฐจำเป็นต้องใช้วิธีอนุญาโตตุลาการอย่างไม่มีทางเลี่ยง

นอกจากนี้ โครงการที่ระบุให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีมูลค่าสูง ซึ่งคู่สัญญาต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์และป้องกันความเสี่ยง การที่รัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในโครงการที่ต้องทำสัญญา ระหว่างรัฐและเอกชน อาจทำให้คู่สัญญาบวกค่าใช้จ่ายแฝงด้านความเสี่ยงในโครงการ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนของโครงการสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการได้

อย่างไรก็ตาม สศช.ยังได้เสนอให้ ครม.มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โดยร่วมกับกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรด้านกฎหมายของหน่วยงานต่างๆ และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการสัญญาที่มีประสิทธิภาพ เพราะจากการหารือร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เห็นว่าการที่หน่วยงานของรัฐตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในชั้นการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการนั้น ไม่ได้เกิดจากระบบอนุญาโตตุลาการ แต่เกิดจากปัญหาทางการบริหารจัดการในการจัดทำสัญญา การบริหารสัญญา และการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement