วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วาระแห่งชาติ ฉบับ"สงครามค่าเงิน"รับมือวิกฤติบาทแข็ง!

การปะทุความเสียหายของ  "วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์"  ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อกลางปี 2550 ที่ผ่านมา  นอกจากจะส่งผลให้ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว  ยังมีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้าย เงินทุนทั่วโลกให้ทวีความผันผวน รวดเร็ว และรุนแรงมากขึ้นด้วย

2 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนจากโลกตะวันตก ซึ่งเป็นภูมิภาคได้รับความเสียหายจากวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเริ่มทยอยเคลื่อนย้ายมาสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้อยกว่า ยิ่งเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย กลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับธนาคารกลางส่วนใหญ่ในเอเชียส่งสัญญาณปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ขาขึ้น

ก็ยิ่งกลายเป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ให้ถั่งโถมเข้ามาแสวงหากำไรในภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น!!!

ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี 2553 ที่ผ่านมา เงินทุกสกุลทั่วเอเชียแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว  เริ่มจากค่าเงินวอนของเกาหลีใต้

ทำสถิติใหม่ด้วยการแข็งค่า 25% ในเดือน มี.ค. ตามมาด้วยการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของดอลลาร์ ไต้หวัน  และเงินรูเปียะห์ของอินโดนีเซีย  กระทั่งธนาคารกลางทั้ง 3 ประเทศต้องออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ

ต้นเดือน ก.ย. ค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทำลายสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบ 15 ปี และเป็นสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในเอเชีย โดยแข็งค่าขึ้น 15% นับตั้งแต่ต้นปี ตามมาด้วยค่าเงินริงกิตของมาเลเซียที่แข็งค่าขึ้นกว่า  10%  ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ทำลายสถิติการแข็งค่ามากที่สุดในประวัติการณ์ แม้กระทั่งค่าเงินหยวนของมหาอำนาจเอเชียอย่างจีน  ยังต้องยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 1.6% จากที่พยายามประคับประคองให้อยู่ในระดับที่รักษามูลค่าการส่งออกไว้ในระดับสูงได้

สำหรับค่าเงินบาทของไทยอยู่ในอันดับ 3 ของเอเชีย แข็งค่าขึ้น 8% และอยู่ในระดับที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 13 ปี นับแต่ประเทศไทยตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค.2540

ปัญหาค่าเงินที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างความหวั่นวิตก และความเสียหายต่อภาคการส่งออก  ซึ่งเป็นพลังหลักในการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียและอาจจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียในระยะต่อไป

หากพิจารณารายงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) ซึ่งร่วมกับที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) จะพบว่ามีเม็ดเงินกว่า 7.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 20% ของเงินลงทุนโดยตรงของโลกในปี 2553 ซึ่งมีมูลค่ารวม 1.2 ล้านล้านเหรียญ (37.2 ล้านล้านบาท) ได้ไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ โกลด์แมน แซคส์ ประมาณว่า จะมีเม็ดเงินในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกราว 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 15.5 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้หรือไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาทได้ไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาค เอเชียแล้วในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้

สำหรับประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.–ส.ค.) มีเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาแล้วประมาณ 14,000–15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทย 434,000–465,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ผ่านมา เงินทุนจากต่างชาติจำนวนมหาศาลจากโลกตะวันตกจะไหลบ่าเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออก  ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นมากแล้วก็ตาม

แต่ กูรูเศรษฐกิจ และการเงินโลกหลายสำนัก คาดการณ์ตรงกันว่า จะยังมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นอีกในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และตลอดทั้งปีหน้า ตราบใดที่ยังไม่มีประเทศใดสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวอย่างสมดุลได้ทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก

นั่นหมายถึง  "สงครามค่าเงิน"  กำลังปะทุขึ้นมาอีกครั้ง!!!

แม้จะเป็นที่รู้กันว่า การแข็งค่าของเงินสกุลเอเชียในช่วงที่ผ่านมา มีสาเหตุมาจากการฟื้นตัวที่เปราะบางและมีแนวโน้มที่จะดิ่งหัวกลับเข้าสู่วิกฤติรอบ 2 ของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เป็นแรงกดดันให้เงินทุนจำนวนมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 62 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลทั่วโลกปั๊มออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาต้องบ่ายหน้ามาลงทุนในเอเชียเพื่อแสวงหากำไรทดแทน

แต่การดำเนินกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งตัดสินใจใช้นโยบาย "ค่าเงินอ่อน" ด้วยการปั๊มเงินเพิ่มเข้ามาในตลาดการ เงินโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ  ขณะที่ ใช้นโยบายทางการค้า และการลงทุน  บีบให้ "ค่าเงินของประเทศคู่ค้า" โดยเฉพาะเงินหยวนของ จีน  และเงินเยนของญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้น เพื่อลดการขาดดุลการค้าของตนเอง

กลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญของการแข็งค่าอย่างรุนแรงของค่าเงินเอเชีย!!

นอกจากนั้น  การกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งของ  "กองทุนเก็งกำไรข้ามชาติ"  หรือ  "เฮดจ์ฟันด์"  หลังจากประสบผลขาดทุน  จนกระทั่งล้มหายตายจากไปจำนวนมากในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 2-3 ปีก่อน ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินเอเชียในช่วงนี้รุนแรงมากขึ้น

กูรูเศรษฐกิจ อย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก  และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย  (เอดีบี)  มองว่า สงครามค่าเงินระหว่างโลกตะวันตก  กับโลกตะวันออกที่เริ่มปะทุมาตั้งแต่ ปลายปี 52 จะยังยืดเยื้อต่อไปอีก 1–2 ปี หรือจนกว่าสหรัฐฯจะก้าวพ้นวิกฤติซ้ำซ้อน และฟื้นตัวอย่างแข็งแรง

อย่างไรก็ตาม  การประกาศสู้สงครามค่าเงินอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยทุ่มเงินมากกว่า 2 ล้านล้านเยน หรือ 760,000 ล้านบาท เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินเยน  และการใช้กลยุทธ์กองโจรที่หาจังหวะกระตุกค่าเงินหยวนเป็นครั้งคราวของรัฐบาลจีน อาจช่วยชะลอการแข็งค่าของสกุลเงินทั้งเอเชียในช่วงต่อไปได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้  ยังอาจส่งผลให้ธนาคารกลางเอเชียอื่นๆ  รู้สึกมีความ ชอบธรรมมากขึ้นที่จะแทรกแซงค่าเงินของตนเองมากกว่าที่ผ่านมา รวมถึงการออกมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินที่เข้มข้นมากขึ้นด้วย

สถานการณ์เช่นนี้ ประเทศเล็กๆ ในกระแสการไหลบ่าของเงินทุนอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับทิศทาง และมาตรการการดูแลค่าเงินบาท  รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่

โดยค่าเงินบาทของไทยนั้น ฝ่ายปริวรรตเงินตรา ธนาคารกสิกรไทย พบว่า หากย้อนตัวเลขไป 5 ปี ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นสูงที่สุด 26% เท่ากับค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ขณะที่เงินดอลลาร์สิงคโปร์ และเงินริงกิตของมาเลเซีย แข็งค่าขึ้น 22% ส่วนค่าเงินเยนของญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้น 20%

ขณะที่ค่าเงินบาทในปี 2553 เริ่มแข็งค่าอย่างรวดเร็วในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา  ซึ่งในความจริงแล้ว  ธปท.ได้รับสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมาก่อนหน้าว่า เงินต่างชาติที่ไหลกลับออกไปในไตรมาสที่ 2 จากความกังวลจากวิกฤตการณ์ ทางการเมืองไทย เตรียมจะไหลกลับเข้ามาทันทีเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ขณะเดียวกัน สัญญาณการ "เก็งกำไรค่าเงินบาท"  ของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ที่ฟื้น คืนชีพก็เริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม  การตอบสนองของ ธปท. ต่อเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างรุนแรงที่เริ่มต้น ตั้งแต่เดือน มิ.ย. และไหลเข้าเพิ่มมากขึ้นในเดือน ส.ค.และตลอด 19 วันแรกในเดือน ก.ย.กลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เงินอย่างมาก

เพราะดูเหมือนว่า ธปท.จะพยายามใช้เงินในการแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อลดความผันผวน และชะลอการแข็งค่าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งอาจเพราะ ธปท.ไม่ต้องการให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมหาศาลในงบดุลของ ธปท.เหมือนในช่วงปี 2549 ซึ่ง ธปท.ขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงินประมาณ 174,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน เงินบาทที่แข็งค่ากำลังกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกของประเทศ และกำลังกระทบต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิตอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตรของประเทศ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่า 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อมูลค่าการส่งออกถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี และตั้งแต่ต้นปีมา เงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 3 บาท ขณะที่ผู้ส่งออกกำลังมีปัญหาร้ายแรงกว่านั้น เพราะไม่สามารถรับคำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศได้

แม้ผู้ส่งออกจะเรียกร้องให้ ธปท.ออกมาตรการเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้ามากเพียงใด  แต่ช่วงที่ผ่านมา  กลับไม่มีคำตอบเหล่านี้ออกมาจากปากของ ธปท.

ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดการเงินให้ ความเห็นว่า การดิ่งลงอย่างรุนแรงของดัชนีตลาดหุ้นไทย 108 จุดหลังการออกมาตรการสำรองเงินทุนนำเข้า 30% ยังเป็นตราบาปที่  ธปท. ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นอีก  ขณะที่การแยกแยะนักเก็งกำไรค่าเงินออกจากนักลงทุนที่แสวงหากำไรตามปกติ ทำได้ไม่ง่าย

ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา รมว.คลัง "กรณ์ จาติกวณิช" ได้ให้สัมภาษณ์ถึง 5 มาตรการที่ ธปท. และกระทรวงการคลังจะนำมาใช้เพื่อลดแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาท 5 มาตรการ

1. ให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลงทุนในบริษัทที่อยู่ต่างประเทศได้ มากขึ้น  2.  ให้นิติบุคคลหรือบุคคลไทยให้นิติบุคคลหรือบุคคลที่อยู่ต่างประเทศกู้ยืมเงินเป็นสกุลต่างประเทศได้จำนวนมากขึ้น เพื่อทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลออกลดแรงกดดันอัตราแลกเปลี่ยน  3.  ขยายวงเงินที่ นิติบุคคลหรือบุคคลโอนไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ จาก 5 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ เป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

4. ให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาฝากเงินสกุลเงินตราต่างประเทศกับสถาบันการเงินในประเทศ โดยมียอดเงินคงค้างได้สูงถึง 500,000 เหรียญสหรัฐฯ และ 5. ขยายวงเงินการถือเงินรายได้จากการส่งออกไว้นอกประเทศ 360 วัน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 20,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 50,000 เหรียญสหรัฐฯ

แต่ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมหภาคหลายคนกลับมองว่า ทั้ง 5 มาตรการที่รัฐบาลเตรียมนำออกมาใช้นั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และเป็นการชะลอการแข็งค่าของเงินบาทเพียงในกระดาษ


"ธิติ ตันติกุลานันท์" ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาท และค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆในเอเชีย จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า หรือตลอดปี 2554

แต่การแก้ปัญหาค่าเงินที่แข็งขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นปัญหาภาพใหญ่ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ฟื้น ค่าเงินทุกประเทศก็ยังต้องแข็งค่าขึ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาของไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาสาเหตุที่แท้จริงการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท เพื่อการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด และไม่ให้ส่งผลกระทบในวงกว้าง

"การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในขณะนี้เกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างผสมกัน ทั้งปัจจัยในประเทศ และนอกประเทศ เช่น ผู้ส่งออกเห็นว่า แนวโน้มของค่าเงินบาทยังแข็งตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อขายสินค้าได้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ รีบขายแลกเป็นเงินบาทก็ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า หรือการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเกิดจากเงินร้อนจากต่างประเทศไหลเข้ามาเก็งกำไร  หรือนักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนเพราะเห็นพื้นฐาน เศรษฐกิจของไทยที่ดีขึ้น"

อย่างไรก็ตาม มุมมอง นายธิติ เห็นว่า ค่าเงินบาทจากนี้จนถึงสิ้นปีจะไม่ทะลุ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างที่เป็นห่วงกัน  เนื่องจากการเข้ามาแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น ทำให้จากนี้จนถึงสิ้นปีจะเห็นค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าเงินบาท และค่าเงินในภูมิภาคเอเชียได้รับอานิสงส์อ่อนค่าตามเงินเยน


เช่นเดียวกับ "ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) ที่มองว่า ยังไม่มีความจำเป็นในการออกมาตรการเพื่อสกัดกั้นเงินไหลเข้าของเงินทุนในขณะนี้ เพราะการไหลเข้าของเงินทุนจากกลุ่มประเทศที่อ่อนแอมาสู่ประเทศที่แข็งแรงกว่า เป็นเรื่องปกติ ซึ่งทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น และระยะยาวเราจะหนีสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น ต้องยอมรับสภาพ และต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับมันให้ได้ ทำให้ไม่เห็นด้วยที่จะต้องทุ่มเงินออกไปต่อสู้ค่าเงินบาท

"แต่ควรดูผลกระทบเป็นรายกลุ่มแล้วเข้าไปให้การช่วยเหลือ ถ้าเห็นว่า มีการเก็งกำไรในตลาด ตราสารหนี้มาก ก็ต้องไปดูแลจัดการตรงนั้น เฉพาะจุดที่มีปัญหา และหากจำเป็น ก็ต้องมีมาตรการออกมา ผมยังมีความเชื่อว่า บทเรียนจากมาตรการ 30% จะทำให้ทางการออกมาตรการต่างๆมาด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงส่วนได้ส่วนเสียของภาคอุตสาหกรรม  ตลาด ทุน  ตลาดตราสารหนี้  ผู้ส่งออก  และผู้นำเข้า  มาชั่งน้ำหนักให้ดี  ไม่ใช่เหวี่ยงแหเหมือนในอดีต"

ทั้งนี้ ข้อมูลสมาคมตลาดซื้อขายตราสารหนี้พบว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาล  และพันธบัตร  ธปท. ทั้งสิ้น 160,000 ล้านบาท  ส่วนใหญ่เป็นการถือครองพันธบัตรที่มีอายุระยะกลางถึงยาวคือ 3 ปี 5 ปี และ 10 ปี รวมกันประมาณ 106,000 ล้านบาท แต่ที่ที่น่าเป็นห่วงคือ พันธบัตรที่เหลืออีก 54,000 ล้านบาท  เป็นพันธบัตร ธทป. ระยะสั้น ที่มีอายุ 14 วัน

และหากโฟกัสยอดคงค้างตราสารหนี้ 6 เดือนแรกของปี พบว่า ต่างชาติซื้อสุทธิเพียง 47,000 ล้านบาท แสดงให้ เห็นว่า  ต่างชาติเริ่มนำเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้สูงมาก ตั้งแต่ ก.ค.-ส.ค.และโดยเฉพาะในเดือน ก.ย.นี้ และเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนมาซื้อพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น

ขณะที่เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าตลาดหุ้นสุทธิ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 ก.ย. มีทั้งสิ้น 18,700 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่เงินทุนต่างชาติ จะไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอีก

ธปท.จึงควรดูแล "ตลาดตราสารหนี้" เพื่อลดพฤติกรรมการเก็งกำไรที่เริ่มมีมากขึ้น


ถึงกระนั้นก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ยังคงทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาเก็งกำไรในประเทศไทยก็คือ การส่งสัญญาณของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง "วิจิตร สุพินิจ" อดีตผู้ว่าการ ธปท. ปัจจุบันเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ "ธีระศักดิ์ สุวรรณยศ" กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีความเห็นตรงกันว่า

การส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า กนง.จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอีก  แม้จะปรับขึ้นไปแล้ว 2 ครั้งก็ตาม  ยิ่งตอกย้ำถึงกรอบนโยบายการเงินภายใต้เป้าหมายเงินเฟ้อมากเท่าไหร่  ตลาดก็ยิ่งจะคาดการณ์ถึงผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้น

การนำเงินทุนเข้ามาในประเทศไทย  จึงสามารถทำกำไรได้ทั้งจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่  ธปท.ยังคงส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น และที่ดีกว่านั้นก็คือ จะได้กำไรอีกต่อหนึ่งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย

ในขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา  ทำให้สถานการณ์ ภาคการส่งออกของไทยเปลี่ยนไป  และอาจจะส่งผลร้ายแรงให้เศรษฐกิจไทยชะลอลงในไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ขณะที่การขอให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าต่อไปอีกไตรมาสของกระทรวงพาณิชย์  ช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ

"การชะลอการปรับขึ้น หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนหน้าเพื่อปรับจูนสัญญาณ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยในสายตานักเก็งกำไรใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ส่งออก หยุดการหลั่งไหลของเงินร้อน และการเทขายเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป น่าจะเป็นมิติที่ดี และวิสัยทัศน์ในแง่มุมใหม่ ซึ่ง ธปท.ควรทำมากกว่า" นายธีระศักดิ์ กล่าว

ขณะที่นายวิจิตรให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การวางเป้าหมายเพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท เป็นสิ่งจำเป็น ไม่แพ้การชี้นำในเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่สำคัญคนของ ธปท.ไม่ควรจะหวาดกลัวการเข้าไปแทรกแซงเงินบาท หรือกลัวการขาดทุน ถ้าวางแผน และบริหารจัดการเงินบาทอย่างต่อเนื่องภายใต้เป้าหมายอย่างที่รัฐบาลจีนดำเนินการ  ก็ยากจะขาดทุน โดยเฉพาะในช่วงสิ้นปีที่สามารถทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้

หลักคิดทางเศรษฐศาสตร์นั้น เปรียบเสมือนเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอ  ข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์ 2 ฝ่ายอาจแตกต่างกันบ้าง แต่ก็มุ่งหวังประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ทั้งหมดนี้ จึงขึ้นกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง และ ธปท. ว่า จะสามารถคิดออกนอกกรอบเดิมๆได้มากน้อยเพียงใด

หลายๆครั้ง การติดอยู่กับกรอบมากเกินไป ได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่คาดคิดมามากแล้ว!!!