advertisement

แบงก์ชาติรับ เวียดนามลดค่าด่อง2%กระทบส่งออกไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2553 20:00

“ธปท.” เผย ตั้งแต่ต้นปีบาทแข็งค่าประมาณ 5% ยันยังอยู่ในระดับกลาง และไม่ผันผวนเกินไป รับที่ผ่านมาบาทแข็งค่าเร็วไป เหตุมีเงินไหลเข้ามาก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ส่วนการลดค่าด่องอีก 2% จะกระทบต่อไทยระดับหนึ่ง...

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2553 นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทในขณะนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาค สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าต่อเนื่องส่วนนี้เกิดจากปัจจัยต่างประเทศ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ คือการส่งออกยังคงขยายตัวที่ดีมาก ทำให้ผู้ส่งออกมีรายได้จากเงินตราต่างประเทศมากขึ้น จึงมีการขายดอลลาร์มากขึ้น แต่ไม่พบการเก็งกำไรผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันมากนัก หากค่าเงินยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งภูมิภาค และภาคการส่งออกของไทยยังคงขยายตัวได้ดีมาก ทั้งนี้ เมื่อเทียบค่าเงินบาทกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน พบว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ในระดับกลางๆ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าประมาณ 5% ขณะที่เงินริงกิต มาเลเซีย ค่าเงินแข็งค่าที่สุด คือ 8% กว่า ขณะที่เงินรูเปี๊ยะห์ อินโดนีเซีย แข็งค่าใกล้เคียงกับไทยคือ 5% แต่ก็พบว่ายังมีประเทศอื่นๆที่ค่าเงินแข็งค่าน้อยกว่าไทย คือ ดอลลาร์สิงคโปร์ กว่า 3% ขณะที่ ฟิลิปปินส์เปโซ แข็งค่าขึ้น 2 %กว่า

“ค่าเงินบาทไม่ได้ผันผวนกว่าประเทศอื่น แม้ช่วงใกล้ๆนี้ ค่าเงินบาทดูเหมือนว่าจะแข็งเร็วแต่เป็นสิ่งที่สืบเนื่องมจากก่อนหน้านี้ที่เราไม่ได้มีเงินทุนไหลเข้ามามาก แต่พอการเมืองนิ่ง ความเชื่อมั่นในระบบก็มีมากขึ้น เงินก็ไหลเข้ามาประเทศมากขึ้น บวกกับการส่งออกก็ดี ทำให้ช่วงนี้ค่าเงินบาทดูแข็งค่าเร็วไปหน่อย แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล สามารถแข่งขันได้ และที่ผ่านมา ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินบ้างในช่วงที่ผันผวนมากและเร็วเกินไป ทั้งนี้ ธปท.อยากแนะนำให้ผู้ส่งออกผู้นำเข้า ทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (hedging )อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของค่าเงินได้” นางธาริษา กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การไหลเข้าของเงินทุนไหล 1-2 เดือนที่ผ่านมาว่า มีปริมาณค่อนข้างมาก โดยส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรพบว่า มีเงินเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลเดือนก.ค.และเดือนส.ค. ที่ผ่านมา เข้ามาลงทุน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ถ้าทั้งปี (ม.ค.-ส.ค.) มีเงินลงทุนในตลาดพันธบัตร 50,000 ล้านบาท ขณะมีเงินทุนไหลเข้ามาตลาดหุ้นบ้าง แต่เฉลี่ยทั้งปียังติดลบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ขณะที่การออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยนั้นขณะนี้เริ่มมีบ้างแล้ว

สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางเวียดนามประกาศลดค่าเงินดองลง 2% ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. ซึ่งถือเป็นการประกาศลดค่าเงินดองครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือนพ.ย.52 นั้น นางธาริษา กล่าวยืนยันว่า การลดค่าเงินด่องครั้งนี้ไม่น่าจะกระทบต่อค่าเงินภูมิภาคมากนัก

ขณะที่ นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวเพิ่มเติมกรณีที่เวียดนามประกาศปรับลดค่าเงินด่องลงอีก 2%นั้น เห็นว่า ประเทศที่แข่งขันกับเวียดนาม ไม่ว่า ไทย มาเลเชีย หรือ อินโดนีเซีย ก็ได้รับผลกระทบด้วยกันหมด แต่ขณะนี้โชคดีราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นจึงสามารถช่วยชดเชยกันได้บ้าง อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ดูในด้านค่าเงินอย่างเดียว แต่เราควรดูความสามารถในการหาตลาดใหม่ๆ หรือปรับปรุงเทคโนโลยีด้านการผลิตมากว่า เพื่อเป็นสร้างความแข่งขันที่ยังยืน

“เวียดนาม ลดค่าเงินด่องลง เนื่องจากเขามีปัญหาเงินเฟ้อสูง ทำให้ต้นทุนต่างๆเขาจะค่อนข้างปรับแพงขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าแม้เขาลดค่าเงินแต่ความสามารถในการแข่งขันเขาก็ไม่ได้ดีขึ้น เพราะเงินเฟ้อเขายังสูง”นางสุชาดา กล่าว

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement