วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชะตากรรมผู้นำไอเอส ยุคแตกพ่ายใกล้อวสาน

รุกยึดโมซูล-ทหารหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของอิรัก (ซีที เอส) ชูปืนและธงดำของกลุ่มไอเอสที่กลับหัวลงพื้น ที่บริเวณมหามัสยิดอัลนูรี ขณะบุกยึดเขตเมืองเก่าในเมืองโมซูล ฐานที่มั่นหลักของไอเอสในอิรัก (เอเอฟพี)

ดูเหมือนว่าจุดจบของ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ในอิรักและซีเรียใกล้เข้ามาทุกขณะ เพราะฐานบัญชาการใหญ่ทั้งในอิรักและซีเรียจวนถูก “ตีแตก” เต็มแก่

กองกำลังอิรักและพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ใกล้ยึดเมือง “โมซูล” คืนจากไอเอสได้แล้ว ส่วนเมือง “รักกา” (ร็อกเกาะห์) เมืองหลวงของไอเอสในซีเรียก็เช่นกัน

ห้วงเพลานี้ “ชะตากรรม” ของ นายอาบู บัคร์ อัลบักห์ดาดี ผู้นำสูงสุดของไอเอส วัย 46 ปี จึงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ คล้ายนายโอซามา บิน-ลาเดน อดีตผู้นำเครือข่ายก่อการร้าย “อัล เคดา” เพราะเขาเป็นผู้ก่อการร้ายที่โลกต้องการตัวมากที่สุด โดยสหรัฐฯตั้งค่าหัวสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์ (ราว 875 ล้านบาท)!

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหลายครั้งว่าบักห์ดาดีซึ่งเป็นคนลึกลับสุดๆ จนได้ฉายา “ไอ้ปีศาจ” บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้ว ล่าสุดเมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียเผยว่า ตนอาจสังหารบักห์ดาดีไปแล้วในการโจมตีทางอากาศถล่มเมืองรักกาเมื่อ 28 พ.ค. แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันจากสหรัฐฯ และกลุ่มไอเอสเอง

บักห์ดาดีเกิดในครอบครัวเล็กๆในเมืองซามารา ทางเหนือกรุงแบกแดดในอิรัก มีชื่อเดิมว่า “อิบราฮิม อาวัด อัล-บาดรี” ชอบเก็บ เนื้อเก็บตัวตั้งแต่เด็ก ชาวบ้านรู้แค่ว่าเขาเล่นฟุตบอล เก่ง แม้ต่อมากลุ่มไอเอสจะประกาศว่ากีฬาฟุตบอลเป็นผลิตผลอันชั่วร้ายของพวกตะวันตก

ผลการเรียนของบักห์ดาดีในชั้นมัธยมปลายก็แย่จนเรียนต่อปริญญาตรีสาขากฎหมายไม่ได้ สายตาก็ไม่ดีจนเข้าเป็นทหารในกองทัพไม่ได้ เขาจึงเข้าไปอยู่ในย่านท็อปชิในกรุงแบกแดดเพื่อศึกษาศาสนาอิสลาม

นางโซเฟีย อมารา ผู้เขียนสารคดีเกี่ยวกับบักห์ดาดี เผยว่า แม้เขาจะไม่ฉลาดปราดเปรื่องแต่เป็นคน “อึด” อดทนและทำงานหนัก เป็นนักวางแผนลับ และมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนว่าต้องการทำอะไร

บักห์ดาดีเข้าสู่วงการ “นักรบญีฮัด” และหลังสหรัฐฯนำกองทัพพันธมิตรบุกอิรักโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2546 เขาได้ตั้งกลุ่มต่อต้านการยึดครองอิรักขึ้น แรกๆไม่ได้ก่อเหตุโจมตีใหญ่ๆอะไร โดยเมื่อถูกจับไปขังคุกในค่ายบักกาของสหรัฐฯ ทางภาคใต้อิรักในเดือน ก.พ.2547 ก็ยังเป็นแค่นักรบญีฮัดระดับ 2 หรือ 3 เท่านั้น

แต่ขณะอยู่ในคุกบักกา ซึ่งได้ฉายา “มหาวิทยาลัยญีฮัด” บักห์ดาดีสั่งสมแนวคิดหัวรุนแรงและมีแววเป็นผู้นำที่โดดเด่น เพราะเป็นนักวางยุทธศาสตร์ที่ฉลาดหลักแหลม จนปลายปี 2547 เขาถูกปล่อยตัวจากคุกบักกาเพราะไร้หลักฐานเอาผิด และปี 2548 หลังออกจากคุก บักห์ดาดีประกาศสวามิภักดิ์ต่อ “อาบู มูซาบ อัล-ซาร์-คาวี” ผู้นำกลุ่ม “อัล เคดาในอิรัก” ที่โหดร้าย ต่อมาซาร์คาวีถูกสังหารในปี 2549 และผู้นำคนต่อมาที่ขึ้นมาแทนถูกสังหารอีกในปี 2553 บักห์ดาดี ก็ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มอัล เคดาในอิรักแทน

แม้บักห์ดาดีถูกจับอีก 2 ครั้งในปี 2550 และ 2555 แต่ก็ถูกปล่อยตัวอีก เพราะกองกำลังความมั่นคงอิรักยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร จากนั้น บักห์ดาดีก็ฟื้นฟูสาขาของกลุ่มอัล เคดา ที่ชื่อว่า “กองกำลังรัฐอิสลามแห่งอิรัก” (ไอเอสไอ) จนแข็งแกร่ง ก่อนแยกตัวเป็นอิสระจากอัล เคดา และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส)

ปี 2556 กลุ่มไอเอสขยายอาณาเขตเข้าไปในซีเรียซึ่งกำลังเกิดกลียุคจากสงครามกลางเมือง ทั้งยังรุกคืบยึดพื้นที่ในอิรักได้เพิ่มกว้างขวาง ก่อนประกาศตั้ง “รัฐอิสลาม (คอลีฟะห์)” ขึ้นที่เมือง โมซูลในปี 2557

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลุ่มไอเอสแข็งแกร่งเป็นเพราะบักห์ดาดีสามารถดึงพวกนายทหาร นักรบ และสมาชิกพรรค “บาธ” ของซัดดัม ฮุสเซน ที่คร่ำหวอดการศึกสู้รบเข้ามาร่วมได้ นอกเหนือจากไอเอสมีกลไกโฆษณาชวนเชื่อที่ดีเยี่ยม และมียุทธศาสตร์การสู้รบแบบ “กองโจร” อันโหดเหี้ยมทรงประสิทธิภาพ

แต่ถึงกระนั้น บักห์ดาดีก็ยังทำตัวเป็นคนลึกลับ โลกภายนอกไม่เห็นเขาอีกเลยนับตั้งแต่ประกาศตั้งรัฐอิสลามที่เมืองโมซูลเมื่อ 3 ปีก่อน ข้อบ่งชี้ล่าสุดว่าเขายังมีชีวิตอยู่คือ หลังกองทัพอิรักที่ได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากทัพพันธมิตร เริ่มบุกยึดเมืองโมซูลคืนเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว และบักห์ดาดีได้เผยแพร่เทปบันทึกเสียงของตน ปลุกเร้าให้นักรบไอเอสต่อสู้รักษาเมืองโมซูลจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย

มีรายงานว่าบักห์ดาดีหนีออกจากเมืองโมซูล เมื่อต้นปีนี้ และมีผู้พบเห็นเขาในหลายพื้นที่ใกล้ชายแดนอิรัก-ซีเรีย แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีข้อยืนยันชัดเจนว่าอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร

นางซาจา อัล-ดูไลมี อดีตภรรยาของบักห์ดาดีซึ่งหนีไปอยู่เลบานอน เผยว่า บักห์ดาดี เป็นคนไม่มีเสน่ห์ และไม่ใช่นักพูดดึงดูดใจที่เก่งกาจนัก แค่เป็นผู้ชายที่รักครอบครัวธรรมดาคนหนึ่งซึ่งดีต่อลูกๆ เชื่อว่าปัจจุบันเขามีภรรยา 3 คน คือ นางอัสมา อัล-คูเบย์ซี ชาวอิรัก นางอิสรา อัล-เคย์ซี ชาวซีเรีย และคนล่าสุดเป็นสตรีจากอ่าวอาหรับ

บักห์ดาดียังถูกกล่าวหาว่าข่มขืนผู้หญิงและเด็กสาวที่เขาจับมาเป็น “ทาสกาม” รวมทั้งเด็กสาวชาวเผ่ายาซิดี และ น.ส.เคย์ลา มุลเลอร์ เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมาถูกฆ่าทิ้ง

แต่เรื่องราวเหล่านี้เป็นแค่คำบอกเล่า หลายสิ่งหลายอย่างยังเป็นปริศนาว่าจริงหรือไม่!

บวร โทศรีแก้ว