วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ท่าดีทีเหลว คสช.เสียของ

คิกออฟปฏิรูปตำรวจ “ชี้วัด” อนาคตปฏิรูปประเทศ 

เทศกาลวันพระใหญ่ อาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา

วันหยุดยาวสุดสัปดาห์ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยพากันเข้าวัดทำบุญ ถือศีล ฟังเทศน์ ยึดหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ในการทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว

ละเว้นซึ่งความเสื่อมทั้งปวง

เป็นช่วง 2–3 วันที่เสียงเจี๊ยวจ๊าว ปมวุ่นวายทางการเมืองสงบลงตามบรรยากาศ

แต่นั่นก็แค่ชั่วขณะเท่านั้น เพราะโดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ไหลมาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนการโรดแม็ปในห้วงปฏิรูป

“นักอำนาจนิยม” ต้องขยับกันตามจังหวะ

โดยเฉพาะวันที่ 4 กรกฎาคม ครบกำหนด 90 วันของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ตามบท บัญญัติที่บังคับไว้ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี และกรรมการผู้มีตำแหน่งใน คสช.

ไฟต์บังคับทีมงานแม่น้ำ 5 สาย ที่มีเป้าประสงค์จะลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป ต้องลาออกจากตำแหน่งภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นก็ฟาวล์

ตามปรากฏการณ์ที่ สปท.25 คนร่อนใบลาออกก่อนครบกำหนดวาระในวันที่ 31 กรกฎาคม

ซึ่งส่วนใหญ่แสดงตัวชัดเจนว่า ทั้งกลับไปสังกัดป้อมค่ายเก่า หรือเดินสายหาแนวร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ในการลงสนามเลือกตั้งรอบต่อไป

เปิดตัวกันโต้งๆ ไม่ต้องเม้ม ไม่ต้องกั๊ก

และก็ถือว่าชัดเจนโดยอัตโนมัติ ในส่วนของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ต้องหมดสิทธิลงสนามเลือกตั้งแน่นอน

เพราะไม่ได้ลาออกตามเส้นตาย เดดไลน์รัฐธรรมนูญ

จบข่าวเรื่องลงสมัคร ส.ส. แต่ไม่เคลียร์ในมุมของนายกรัฐมนตรีคนนอก

ในอารมณ์ที่ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.ออกอาการฉุนเฉียว หงุดหงิด หัวร้อนทุกครั้งที่โดนนักข่าวจี้ถามรายวันเรื่องความชัดเจนอนาคตการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง “บิ๊กตู่” ก็ไม่ยืนยันว่าจะไม่รับเทียบเชิญเบิ้ลเก้าอี้นายกฯอีกรอบ

ไม่ตอบให้เป็นเงื่อนไขมัดคอตัวเอง

แม้จะเป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ฟันธงคำตอบสุดท้ายกันไปแล้วก็ตาม แนวโน้มแบบที่เชื่อขนม กินได้ นายกฯคนต่อไปยังไงก็ไม่น่าพลาดไปจาก พล.อ.ประยุทธ์

อย่างไรก็ตาม โดยโหมดเลือกตั้งเริ่มมีสีสัน

ตามเงื่อนเวลารัฐธรรมนูญบังคับทีมงานแม่น้ำ 5 สายให้ลาออกมาเตรียมตัวลงสนาม แต่กระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญก็ยังวนอยู่กับที่

โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังวุ่นวายไม่เลิกจากปม “เซ็ตซีโร่” กกต.ที่ยังคงมีการยื้อยุดฉุดกระชาก ลากไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ

ตามอาการแบบที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. อุบไต๋เป็นอาวุธลับในการสู้เกมล้างกระดาน ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแง่ตีกัน กกต.ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้บังคับใช้

ต่างฝ่ายต่างดื้อแพ่ง ไม่มีใครยอมใคร

โดยรูปการณ์เมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ยังไงก็ต้องกระทบเวลาตามโรดแม็ป

แนวโน้มคิวเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปแน่

และในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงแสดงความขอบคุณ สปท. โดยในงานจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้ง คสช. ครม. สนช. สปท. และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

น่าจะถือโอกาสเคลียร์ปมขัดแย้ง เหยียบตาปลากันในหมู่ทีมงานแม่น้ำ 5 สาย

เพราะปล่อยไปอาจจะกระทบกับเป้าหมายการปฏิรูปที่วางไว้

ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.ต้องเจอกับจังหวะสะดุดในการบริหารอำนาจพิเศษเป็นช่วงๆ ล่าสุดกรณีพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือ “พ.ร.ก.ต่างด้าว” ที่ต้องเจอปัญหาชักเข้าชักออก

ต้องงัดมาตรา 44 มายืดระยะการบังคับใช้ไปอีก 180 วัน

เพราะโดนกระแสต่อต้าน เสียงคัดค้านจาก

ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ โวยวายขาดแคลนแรงงาน จากการที่คนงานพม่า กัมพูชา ลาว หนีกลับประเทศกันหมด

ตามปรากฏการณ์สะท้อนภาวะที่ขัดแย้งกัน ระหว่างความเป็นจริงในทางปฏิบัติกับกฎหมายที่เดินตามแนวทางการปฏิรูปประเทศในระยะยาว

ผลจากการปล่อยปละละเลยกันมานาน จนยากต่อการแก้ไข

แต่ปมของแรงงานต่างด้าวว่ายากแล้ว ก็ยัง ไม่หินเท่ากระบวนการปฏิรูปตำรวจ

ที่ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ โดยแต่งตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธาน

ตามโครงสร้างกรรมการทั้งหมด 36 คน โดยประธานเป็นคนที่ไม่ใช่ตำรวจ มีข้าราชการโดยตำแหน่ง 5 คน กรรมการอีก 30 คน แบ่งเป็นข้า-ราชการตำรวจ 15 คน และไม่ใช่ตำรวจ 15 คน

เป็นภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการภายใน 1 ปีหลังรัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้

เริ่มกระบวนการผ่าตัดใหญ่วงการสีกากี

เบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์การันตีเอง พล.อ.บุญสร้างไว้ใจได้ เพราะเป็นอาจารย์ของตนเอง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เชื่อว่า ภายในเวลา 9 เดือนจะเห็นผลในดำเนินการ แม้จะไม่ถึงขั้นพลิกจากหลังมือเป็นหน้ามือ แต่ทุกอย่างต้องดีขึ้น

ถือเป็นการแสดงให้เห็นความพยายามของรัฐบาล คสช.ในการเดินหน้าปฏิรูปตำรวจ

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ดักคอตั้งแต่เริ่มต้น คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจแต่เต็มไปด้วยตำรวจ เสือไม่กินเนื้อเสือ จะกล้าทุบหม้อข้าวพวกเดียวกันเองหรือไม่

โห่กันตั้งแต่คณะกรรมการฯยังไม่เริ่มทำงาน

ตามธรรมชาติของตำรวจไทยที่มีโจทก์เยอะแยะไปหมด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในบรรดาพวกที่ออกโจมตีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจของรัฐบาล คสช. ก็ล้วนแต่คุ้นหน้าขาประจำ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการชื่อดังอย่างนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ที่มีเรื่อง

ฟ้องร้องกันอยู่ในคดีหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หรือนักการเมือง ทีมงาน กปปส.อย่างนายวิทยา แก้วภราดัย นายถาวร เสนเนียม ก็เพิ่งมีเรื่องแฉโพยการซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ แล้วโดนสวนกลับว่าฝากเด็กในพื้นที่ไม่ได้ เลยออกมาประจาน

โดยรูปการณ์ก็ยังเป็นเรื่องของการจองกฐิน แฝงวาระอคติส่วนตัว

แต่ทั้งหมดทั้งปวง สิ่งที่รัฐบาล คสช.ต้องคำนึงถึงจริงๆมันอยู่

ที่ภาพรวมของการปฏิรูปทั้งระบบ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปฏิรูปตำรวจคือเงื่อนไขสำคัญอันจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูประบบราชการของประเทศไทย

ต้องไม่ลืมว่า ตำรวจเป็นจุดเริ่มของความขัดแย้งที่นำมาซึ่งวิกฤติแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง

เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกมองว่าผิดรูปผิดร่าง ไม่ได้มาตรฐาน

นำมาซึ่งวิกฤติศรัทธา สังคมเริ่มขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสังคมดังกระหึ่มมาอย่างต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ บังคับให้ปฏิรูปตำรวจภายใน 1 ปี

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ การ “คิกออฟ” ปฏิรูปตำรวจคือจุดประกายความหวัง เป็นจุดชี้วัดอนาคตของการปฏิรูปประเทศ ภารกิจเดิมพันที่รัฐบาล คสช.ทำสัญญาประชาคมไว้

“ท่าดี” แล้ว ถ้าผลออกมากลายเป็น “ทีเหลว”

ปฏิรูปตำรวจยังทำแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่กล้าลงลึกรายละเอียดกันอย่างจริงๆจังๆ ทั้งเรื่องของการป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง การปิดช่องให้ตำรวจรีดไถ เก็บส่วยจากบ่อน ซ่อง ธุรกิจมืด ฯลฯ

การปฏิรูปตำรวจไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องหวังกระบวนการยุติธรรมจะทำให้สังคมกลับมาเชื่อมั่นได้

นั่นหมายถึงปฏิรูปจุดไม่ติด

ความหวังปฏิรูปทุกอย่างก็ส่อเค้าเหลวตั้งแต่เริ่มต้น.

“ทีมการเมือง”