บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิงส์คัพ ครั้งที่ 45 ช้างศึกขอป้องแชมป์

“คิงส์คัพ” ศึกลูกหนังที่มีมนต์ขลังมากที่สุดในประเทศไทยกำลังจะกลับมาฟาดแข้งให้แฟนบอลได้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 45 จะแข่งขันในวันที่ 14 และ 16 ก.ค. ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ถ่ายทอดสดให้ชมทุกแมตช์ตลอด 2 วัน

ไล่เลียงประวัติศึกฟุตบอลรายการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 หรือ 49 ปีมาแล้ว

ชื่อเสียงของทัวร์นาเมนต์นี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งในเอเชีย จึงมียอดทีมต่างชาติจากหลากหลายทวีปมาร่วมฟาดแข้งมากมาย

นักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ของโลกบางรายก็ผ่านการเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ในบ้านเรามาแล้ว

ริวัลโด จอมทัพทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลกปี 2002 ดีกรีนักเตะยอดเยี่ยมของโลก และของยุโรปปี 1999, “เหยินเล็ก” โรนัลดินโญ ซุปเปอร์ สตาร์ระดับเวิลด์คลาสของทีมแซมบ้า, รุด กุลลิด ไอ้หัวงูเก็งกองของทีมชาติฮอลแลนด์, ไมเคิล เลาดรู๊ป ยอดนักเตะทีม “โคนม” เดนมาร์ก รวมถึง ไบรอัน เลาดรู๊ป น้องชายของเขาที่สร้างเทพนิยายพาเดนมาร์กคว้าแชมป์ยุโรปแบบเหลือเชื่อในปี 1992, “ยักษ์เดนส์” ปีเตอร์ ชไมเคิล นายทวารระดับตำนานของ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติเดนมาร์ก รวมไปถึงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ ที่เวลานี้โด่งดังอยู่กับสโมสร “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน เหล่านี้ล้วนก็เคยมาโชว์ผีเท้าในศึกฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพกันทั้งนั้น ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะกลายเป็นดาวดังของโลกในเวลาต่อมา

สมัยก่อน “คิงส์คัพ” จะมีทีมที่มาร่วมแข่งขันหลายทีมพร้อมๆกัน ในส่วนของทีมไทยเองก็มีการแบ่งทีมออกเป็น 2 ทีม ประกอบด้วย ไทยเอ และไทยบี นักเตะระดับตำนานของทีม “ช้างศึก” ถือกำเนิดมาจากทัวร์นาเมนต์นี้มากมาย

ด้วยความยิ่งใหญ่มีทีมระดับโลกมาฟาดแข้งอยู่เป็นประจำ สิ่งที่ได้เห็นกันจนชินตาสำหรับศึกคิงส์คัพก็คือ ปรากฏการณ์ “สนามแตก”

แฟนบอลแห่ล้นทะลักไปถึงขอบลู่วิ่งของสนามศุภชลาศัยเพื่อชมเกมอันสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ เป็นภาพที่ติดตราตรึงใจ และเป็นภาพที่ทุกคนไม่อาจลืมเลือนได้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ “เอเอฟซี” ได้ออกกฎให้ทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติที่จัดแข่งขันทุกปีต้องมีทีมเข้าร่วมไม่เกิน 4 ทีมเท่านั้น จึงเป็นที่มาว่าทำไมคิงส์คัพในช่วงหลังๆรวมถึงปีปัจจุบันจึงมีแค่ 4 ทีมที่มาร่วมฟาดแข้งเท่านั้น

สำหรับปีนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศ ไทยฯ ได้ร่วมกับไทยรัฐทีวี ซึ่งรับบทเป็นผู้จัดการแข่งขัน ได้เชิญทีมระดับชั้นนำอย่างบูร์กินาฟาโซ อันดับที่ 41 ของโลก, เบลารุส อันดับที่ 83 ของโลก และเกาหลีเหนือ อันดับ 114 ของโลกมาร่วมโม่แข้ง และแม้จะไม่ได้เตะในช่วง “ฟีฟ่าเดย์” แต่ก็จะมีการสะสมคะแนนอันดับโลกด้วยแน่นอน เนื่องจากรายการนี้ได้การรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติว่าเป็นเกมในระดับ “เอ แมตช์”

ก่อนหน้านี้อาจจะมีคำถามอยู่บ้างว่าทำไมถึงไม่เชิญทีมเบอร์ใหญ่ของโลกมาแข่งขัน.....คำตอบก็คือ 1.ทีมเบอร์ใหญ่เขาไม่อยากมาเตะกับทีมเล็กอย่างทีมชาติไทยของเรา (ต้องยอมรับ) 2.สมาคมฟุตบอลฯ และไทยรัฐทีวี ต้องการเชิญทีมที่สามารถทำประโยชน์ให้กับทีมชาติไทยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในทุกๆทาง

นอกจากที่จะได้ลับแข้งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้นักเตะแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 ทีมคู่แข่งในคิงส์คัพครั้งนี้มีอันดับโลกที่สูงกว่าทีมชาติไทยที่ปัจจุบันรั้งอยู่อันดับที่ 127 ของโลกทั้งสิ้น ซึ่งหากเราสามารถเอาชนะทีมเหล่านี้ได้ ไม่ทีมใดก็ทีมหนึ่ง จะทำให้คะแนนสะสมอันดับโลกของเราพุ่งขึ้นแบบพรวดพราด “ฟีฟ่าแรงกิ้ง” ของเราจะทะยานสูงกว่าเดิมแน่นอน และเราก็เชื่อว่าโอกาสที่ทีมชาติไทยจะคว้าชัยชนะมีความเป็นไปได้มากกว่าการเจอกับทีมระดับท็อป 10 หรือท็อป 20 ของโลก

นี่เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะทำให้ทีมชาติไทยกลับไปติดท็อป 100 ของโลกในเร็ววัน

สำหรับศึกลูกหนังชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 45 ฟาดแข้งกันที่ราชมังคลากีฬาสถาน ประเดิมนัดแรกในวันศุกร์ที่ 14 ก.ค.นี้ คู่แรก บูร์กินาฟาโซ พบ เบลารุส เวลา 16.30 น. และ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย จะพบกับ “โสมแดง” เกาหลีเหนือ ในเวลา 19.30 น. ส่วนวันอาทิตย์ที่ 16 ก.ค. คู่ชิงอันดับที่ 3 เริ่ม 16.30 น. และคู่ชิงชนะเลิศ เริ่ม 19.30 น. หาซื้อบัตรได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com โทร. 0-2262-3456

แต่หากใครที่ไม่สะดวกไปสนาม ก็สามารถชมการถ่ายทอดสดผ่าน ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ได้ทุกคู่ และด้วยเทคโนโลยีที่มีเหนือกว่าใครทั้งหมดเชื่อว่าแฟนๆจะได้รับอรรถรสในการชมอย่างเต็มอิ่มจุใจแน่นอน โดยจะเริ่มเข้ารายการตั้งแต่เวลา 16.00 น. และ 19.00 น. เป็นต้นไป

เมื่อปีที่แล้ว ปี 2016 ทีมชาติไทยในภายใต้การคุมทัพของกุนซือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผู้ซึ่งกลายเป็นอดีต สามารถคว้าแชมป์มาครองฉลองการครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้สำเร็จ

ในปีนี้ ปี 2017 มิโลวาน ราเยวัช กุนซือป้ายแดงของทีม “ช้างศึก” ที่มีปรัชญาการทำทีมแบบเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก ก็ได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่า ทราบดีถึงความสำคัญของรายการนี้ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายมากมายขนาดไหนสำหรับคนไทยทั้งชาติ

พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าเขาและนักเตะ “ช้างศึก” ทุกคนจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา “ถ้วยของพระราชา” ให้อยู่ในประเทศไทยต่อไปให้ได้.