บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปธ.กกต.ขู่ ดิ้นต้านมีชัย มีอาวุธลับ

อุบไต๋ 'ตีความ' กม.ลูกส่งศาลรธน. บิ๊กตู่ปลื้มละครพระเอกทหารเสือ

“มีชัย” ไม่ยี่หระ กกต. ดิ้นต้านสุดฤทธิ์ “ศุภชัย” คุยฟุ้งยังมีอาวุธลับในมือ แต่อุบไต๋ไว้ก่อน ลั่นช้าเร็วก็ต้องไป “เป็นเสือต้องไม่ร้องไห้” ปัดตั้งแท่นสอบ รมต.-สนช. ถือหุ้นดึงเกมต่อรอง “สมชัย” เจ้าเก่ากระทุ้ง “มีชัย” กลัวเสียหน้า ฉะใช้ความเชี่ยวกฎหมายไล่ข่มขู่ไปทั่ว กสม.อ้อน สนช.คิดให้ดีก่อนเซ็ตซีโร่ “บิ๊กตู่” นัดเลี้ยงส่ง สปท. เขินซีรีส์เหนี่ยวหัวใจฯ พระเอกสวมบททหารเสือ พ้อชีวิตจริงถูกมองเป็นผู้ร้าย สนช.มติเอกฉันท์ 177 ต่อ 0 พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉลุย ภาคเอกชนรุมท้วงบทลงโทษแรงเกินเหตุ อธิบดีฯโต้แหลกเสียเงินไม่เกินหัวละพันห้า ตั้งโต๊ะรับรายงานตัวทั่วประเทศ “มาร์ค” เหน็บแสบหลักธรรมาภิบาลโลเล

ความไม่ลงรอยระหว่างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ กกต.มองหาช่องทางดิ้นสู้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ล่าสุดนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ประกาศลั่นยังมีอาวุธลับอยู่ในมือ แต่ขอปิดไว้ก่อน

“มีชัย” ไม่ยี่หระ กกต.ดิ้นต้าน

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีนายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่ามาตรา 44 จะช่วยให้ กกต.อยู่รักษาการต่อไป หากมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง ว่า ไม่ได้มองมุมนั้น ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยทั้งฉบับ หรือเป็นรายมาตรา ขึ้นกับคำร้องของผู้ร้อง อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้า เดี๋ยวก็เถียงกันอยู่อย่างนี้ สำหรับแนวทางการปฏิรูปตำรวจที่ตั้ง 36 กรรมการขึ้นมา ดำเนินการนั้น ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมีจุดมุ่งหมายให้ตำรวจทำหน้าที่ของเขา เติบโตไปตามผล การทำงาน ไม่ใช่การวิ่งเต้น เชื่อว่าตำรวจทำงานดี แต่อุปสรรคคือต้องเหลือบตาดูผู้มีอิทธิพลว่าเอาอย่างไร คณะกรรมการปฏิรูปต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรให้เกิดผล

“ศุภชัย” อุบไต๋รอปล่อยอาวุธลับ

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า กกต.ไม่สามารถส่งร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เอง ต้องรอให้กฎหมายมีผลใช้บังคับก่อน ว่า กกต.ต้องหารือกัน ไม่ใช่ยื่นไปแล้วเสียรังวัด ส่วนจะใช้ช่องทางใดยังบอกไม่ได้ ถือเป็นอาวุธลับ ทุกฝ่ายต่างมีอาวุธลับของตัวเอง ส่วนที่ประธาน กรธ.ระบุว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเห็นแย้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องพ้นสภาพไปทันทีนั้น พวกเราไม่กังวล จะช้าหรือเร็วต้องไปอยู่ดี แม้ต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องรักษาองค์กรให้อยู่อย่างมีคุณภาพ เป็นเสือต้องไม่ร้องไห้ ต้องมีศักดิ์ศรี จะพ้นไปทันทีหรือไม่เราไม่วิตก ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ตกไปใช้บังคับไม่ได้ แต่เรายังอยู่ตามกฎหมายพิเศษไม่ได้ไปทันที แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นกฎหมายอะไร

ปัดตั้งแท่นสอบ สนช.เกมต่อรอง

เมื่อถามว่า การที่ กกต.มีมติตรวจสอบคุณสมบัติ รัฐมนตรี และ สนช. เรื่องการถือครองหุ้น เป็นการต่อรองกันหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ไม่ใช่การต่อรอง แต่เป็นอำนาจหน้าที่ที่ กกต.ต้องพิจารณา ไม่ได้ต่อรองเรื่องเซ็ตซีโร่ เรามีหน้าที่อะไรก็ทำไป ไม่คิดว่าจะยื้อเพื่อให้อยู่ในตำแหน่ง เราต้องรอบคอบ ไม่กลัวว่าต้องพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือตามคำสั่งพิเศษใดๆ

เย้ย “มีชัย” เตะสกัดแค่กลัวเสียหน้า

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวว่า ความเห็นของนายมีชัย ที่ระบุว่า กกต.ไม่สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ได้เองนั้น อาจเพราะกลัวว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสอดคล้องกับความเห็น กกต. กรธ.อาจเสียหน้า แต่ กกต.ในฐานะผู้รักษากฎหมาย ไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะอยู่จะไปช้าหรือเร็วขึ้น แต่ไม่ต้องการให้กฎหมายมีปัญหาถูกตีความภายหลัง จนเกิดปัญหาต่อบ้านเมืองในอนาคต จึงต้องสร้างความชัดเจนด้วยการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนประเด็นว่า กกต.มีอำนาจส่งหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (1) เขียนไว้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณา และวินิจฉัย ดังนั้นแม้เป็นร่างกฎหมายยังไม่ได้ประกาศใช้ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีขอบเขตอำนาจวินิจฉัยได้

ฉะใช้ความเชี่ยว ก.ม.ข่มขู่ไปทั่ว

นายสมชัยกล่าวอีกว่า อยากให้ประธาน กรธ.วางตัวเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เที่ยวอาศัยความรู้ทางกฎหมายข่มขู่คนไปทั่ว ข่มขู่ กกต.ว่าจะไปเร็วขึ้นไม่ได้อยู่รักษาการ ข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญว่า หากวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องทิ้งไปทั้งฉบับ แล้วจะให้ใครร่างศาลรัฐธรรมนูญจะร่างเองหรือไม่ ความจริงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยแค่บางประเด็น หรือบางมาตรา เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับคำวินิจฉัยไปดำเนินการแก้ไขในประเด็นนั้นๆ มิใช่ตกไปทั้งฉบับ หรือแม้จะตกไปทั้งฉบับ ผู้ที่มีหน้าที่มาร่างใหม่ก็คือ กรธ. เพราะมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆให้เสร็จตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ถ้ายังรับเบี้ยประชุมเดือนละเป็นแสนอยู่

กกต.ฟันธงอนาคตเหลือไม่กี่พรรค

นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการจัดสัมมนายกร่างระเบียบและร่างประกาศตาม ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อระดมความเห็นจากเจ้าหน้าที่ กกต. และตัวแทนพรรคการเมืองว่า เพื่อซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเนื้อหาสาระร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นภาระของพรรคการเมืองที่ต้องปฏิบัติให้ได้ เนื่องจากแต่ละพรรคมีศักยภาพแตกต่างกัน ทั้งเรื่องทุนงบประมาณ จำนวนสมาชิก ดังนั้น แต่ละพรรคจะมีปัญหาแตกต่างกันไป ประเมินว่าเมื่อบังคับใช้กฎหมายแล้วจะเหลือพรรคการเมืองที่ดำเนินการกิจกรรมได้ไม่มาก เพราะการออกแบบการเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว ระบบไพรมารี และรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองลดน้อยลง และกลายเป็นสถาบันที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

กสม.อ้อน สนช.คิดให้ดีก่อนโละ

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. นำกรรมการ กสม. ทำพิธีเปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำสำนักงาน กสม. เนื่องในโอกาสวันสถาปนา กสม.ครบ 16 ปี พร้อมจัดกิจกรรม “กสม.พบสื่อมวลชน : มิติความก้าวหน้าในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” นายวัสกล่าวว่า ระยะเวลา 1 ปี 7 เดือน ของ กสม.ชุดปัจจุบัน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากรวม 937 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นประเด็นสิทธิชุมชน กสม.มีเป้าหมายสะสางเรื่องร้องเรียนให้ได้ร้อยละ 50 ขณะนี้ทำได้แล้วร้อยละ 40-45 ส่วนประเด็นการเซ็ตซีโร่ กสม.นั้น ยังไม่เห็นเหตุผลที่จะเซ็ตซีโร่ จึงหวังว่า สนช.จะพิจารณาปัญหานี้ละเอียดรอบคอบทุกด้าน เรามีผลงานแต่อาจบกพร่องในการสื่อสารสู่สาธารณะ จึงตั้งคณะทำงานสื่อสารองค์กรขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กสม.ชุดนี้จะทำงานไปเรื่อยๆ ผลจะออกมาอย่างไรพร้อมยอมปฏิบัติตามนั้น เพราะไม่ใช่องค์กรออกกฎหมาย

นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กสม. กล่าวว่า การอ้างหลักการปารีสเป็นเหตุใช้เป็นข้ออ้างเซ็ตซีโร่ กสม.นั้น หลักการปารีสไม่ได้ระบุเรื่องกระบวนการสรรหาต้องมีความหลากหลาย แต่ให้ความสนใจตัวกรรมการต้องมีความหลากหลาย กสม.ชุดนี้มีความหลากหลายมาก จึงฝาก สนช.ให้พิจารณาด้วย

“บิ๊กตู่” นัดเลี้ยงส่งขอบคุณ สปท.

ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงว่า สปท.จะทำหน้าที่จนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ 31 ก.ค. เหลือการประชุมอีก 5 นัด จากนั้นวันที่ 31 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะเดินทางมาแสดงความขอบคุณสมาชิก สปท. มีการรับมอบผลการศึกษาและข้อเสนอแนะในการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยมีตัวแทน คสช. ครม. สนช. สปท. กรธ. รวมถึงอดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รองประธานฯ และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมงาน

นายกฯสั่งปรับแผนทำเกษตรอีอีซี

ช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี) ว่า อีอีซีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต ขอฝากเป็น mind map (แผนที่ความคิด) ไว้ในใจหรือในความคิดทุกคน ต้องวางแผนควบคู่การพัฒนาภาคอื่นด้วย โดยต้องเร่งสร้างการรับรู้ ว่าเรื่องนี้เป็นโครงการนำร่องในภาคตะวันออกให้เกิดขึ้นก่อน เป็นต้นแบบให้ภาคอื่น และคณะกรรมการอีอีซีที่เป็นตัวแทนของทุกกระทรวงจะจัดทำแผนควบคู่กันในการพัฒนาด้านเกษตรกรรม และเกษตรกรในพื้นที่อีอีซีควบคู่กันไป ขอให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันพิจารณาจัดทำแผนมาเสนอนายกฯ เช่น ข้าว น่าดีใจว่าเราสามารถส่งข้าวได้กว่า 10 ล้านตัน แต่มูลค่าที่กลับมาไม่ทำให้เกษตรกรดีขึ้นนัก จึงอยากให้ใช้พื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่นำร่องนำไปสู่การปรับพื้นที่อื่นๆให้เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ

ยาหอมมุ่งพัฒนาทุกภาคเท่ากัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า การสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงไปยังสนามบินและท่าเรือ เป็นโครงการระยะยาว ที่อยากให้ไปทำความเข้าใจคือ เรื่องเดินหน้าประเทศเราต้องคำนึงผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย ถ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติอย่างเดียว แล้วใครจะมาสนใจเพียงแต่ต้องเป็นธรรม เราต้องไม่เสียเปรียบ การลงทุนต้องมีต่างประเทศเข้ามาเสริม และต้องเชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศ เพื่อยึดโยงเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ การลงทุนประเภทแรกเป็นการประมูลตามกฎหมายให้เกิดความโปร่งใส ถ้าเป็นอุตสาหกรรมเราต้องเจรจาพูดคุยกับผู้ที่อยากลงทุนเป็นรายกิจการไป บางอย่างต้องเอื้อเฟื้อให้เข้ามาให้ได้ ขอฝากไปถึงภาคอื่นด้วย ว่าทำไมวันนี้ทำอีอีซี เพราะมีศักยภาพมีความพร้อมเรื่องถนนหนทาง ส่วนภาคอื่นจะเป็นโครงการในระยะต่อไป ต้องทำอยู่แล้ว ยืนยันว่าต้องพัฒนาทุกภาคให้ตรงกับศักยภาพแต่ละพื้นที่

ทำเขินพระเอกสวมบททหารเสือฯ

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการสร้างละครชุดภารกิจรักตอน “เหนี่ยวหัวใจ สุดไกปืน” ของช่อง 7 ที่มีพระเอกสวมบทนายทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ว่า ยังไม่ได้ดู ยังไม่เห็น เพิ่งจะรู้ พร้อมถามกลับว่าแล้วใครทำล่ะ มัววุ่นอยู่กับการเมืองที่สื่อถามจึงไม่ได้สนใจเรื่องอื่น เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า คสช.เป็นผู้สนับสนุนการสร้างละครเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็คงมั้ง ไม่รู้เดี๋ยวต้องถามก่อน หากคสช.ทำเดี๋ยวก็รายงานผม แต่ทำไมต้องมองว่าพระเอกเป็นทหารจาก ร.21 รอ. ผมไม่ได้เป็นคนสร้างละครเรื่องนี้” เมื่อถามว่าจะสนับสนุนให้ประชาชนดูละครเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็ดูสิ เป็นกิจการหนึ่งของกองทัพบก หรือ คสช.โดยกองทัพบกเป็นคนทำในนาม คสช. ใส่กิจการกองทัพบกไปในละคร และเอากิจการของหลายเหล่าทัพใส่ไปในเรื่องด้วย ส่วนจะใส่ใครเป็นพระเอก ผู้ร้าย ผมไม่รู้”

พ้อชีวิตจริงถูกมองเป็นผู้ร้าย

เมื่อถามย้ำว่าพระเอกสวมบททหารบกสังกัด ร.21 รอ. เหมือนแสดงแทนเป็นตัวนายกฯหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เป็น ร.21 รอ. แล้วเป็นไง” เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่าพระเอกหน้าตาหล่อ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เหรอ ไม่ใช่ฉันนี่ ถ้าเป็นผมไม่มีคนดูอยู่แล้ว วันนี้ผมเป็นผู้ร้ายไปหมดแล้ว” ผู้สื่อข่าวถามถึงรอยคล้ายๆตุ่มสิวที่หน้าเป็นอะไรนายกฯ แกะสิวหรือ พล.อ.ประยุทธ์จึงใช้นิ้วแตะไปที่รอบแผลบนใบหน้าพร้อมระบุว่า “เอานิ้วไปแกะ อย่ามายุ่ง กับหน้าของฉัน”

สนช.ถก พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว

วันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณา พ.ร.ก.การบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว ตามที่ ครม.เป็นผู้เสนอ มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เข้าชี้แจง พล.อ.ศิริชัยชี้แจงว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.การทำงานคนต่างด้าว 2551 และ พ.ร.ก.การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย 2559 มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสถานการณ์แรงงานในปัจจุบัน จึงต้องออก พ.ร.ก.ดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิก สนช.อภิปรายแสดงความเห็น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว แต่เป็นห่วงเรื่องบทลงโทษตาม พ.ร.ก. โดยเฉพาะโทษปรับ 400,000-800,000 บาท เพราะเห็นว่ารุนแรงเกินไป เปิดช่องให้มีการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ และขั้นตอนการขึ้นทะเบียน มีหลักเกณฑ์ยุ่งยาก ใช้เวลาดำเนินการนาน

รุมท้วงบทลงโทษแรงเกินเหตุ

ขณะที่นายสุพันธ์ มงคลสุธี สนช. อภิปรายว่า ปัญหาคือแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในสถานประกอบการเอสเอ็มอี และตามบ้านเรือน ที่นายจ้างไม่เข้าใจขั้นตอนการนำแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และการขึ้นทะเบียนต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 25,000 บาทต่อคน ส่วนการกำหนดโทษปรับสูงถึง 400,000-800,000 บาทนั้น ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะนำไปเทียบเคียงกับโทษการค้ามนุษย์ ทั้งที่เป็นคนละฐานความผิดกัน มีมุมมองเหมือนภาคเอกชนเป็นผู้สร้างปัญหา มุ่งเน้นแต่บทลงโทษ แทนที่จะอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในการนำแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมาย

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้มีปัญหาเรื่องบทลงโทษรุนแรงเกินไป เปิดช่องให้มีการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นควรมีบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เรียกรับเงินจากแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดความเกรงกลัว ไม่กระทำผิด

อธิบดีโต้เสียเงินแค่พันห้าเท่านั้น

จากนั้น พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ชี้แจงว่า รัฐบาลมุ่งมั่นจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศปี 2557 ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวตั้งแต่ปี 2557-2558 ไปแล้ว 4 ครั้ง มีการนำเข้าแรงงานถูกต้องกว่า 4 แสนคน ก่อนออก พ.ร.ก.ฉบับนี้มีการประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนทราบถึงใช้แรงงานอย่างถูกต้อง ว่า “ผิดเป็นจับ ปรับเป็นแสน”

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ชี้แจงว่า รายงานจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ระบุว่า หลังจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. มีแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเดินทางกลับไปแล้ว 60,000 คน

แต่เมื่อมีการผ่อนคลายการใช้มาตรา 44 จะกลับเข้ามาในระบบใหม่ แต่นายจ้างต้องนำลูกจ้างไปขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ช่วงแรกจะเริ่มต้นที่แรงงานพม่าก่อน มีขั้นตอนคือ การนำลูกจ้างไปที่ศูนย์ประจำจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ จะเปิดศูนย์นี้ทุกจังหวัด มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์เพียงพอ เมื่อพิสูจน์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างเรียบร้อย เสียค่าธรรมเนียมการออกเอกสาร 300 บาท จากนั้นให้นำเอกสารไปที่ศูนย์พิสูจน์สัญชาติพม่า เพื่อออกหนังสือรับรองสัญชาติพม่า (ซีไอ) มีอายุ 4 ปี ก่อนนำไปขอวีซ่าและใบอนุญาตการทำงานภายใน 15 วัน เสียค่าธรรมเนียมทำวีซ่า 500 บาท และใบอนุญาตการทำงาน 900 บาท รวมเบ็ดเสร็จเสียค่าดำเนินการขึ้นทะเบียนประมาณ 1,500 บาทเท่านั้น ไม่ใช่เป็นหลักหมื่นบาทตามที่พูดกัน ยืนยันว่าคนของกระทรวงแรงงานต้องไม่มีการทุจริต หากมีการทุจริตจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด และจริงจังกับคนเหล่านี้

มติเอกฉันท์เห็นชอบ 177 ต่อ 0

จากนั้นที่ประชุม สนช. ลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.การบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ด้วยคะแนน 177 งดออกเสียง 11 ไม่ลงคะแนน 1 เห็นชอบให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ.การบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวต่อไป

ตั้งโต๊ะทั่วประเทศรับรายงานตัว

ที่กระทรวงแรงงาน นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่ รมว.แรงงานจะลงนาม มี 3 ข้อ คือ 1.หลักเกณฑ์การเปลี่ยนนายจ้างให้ตรงกับการจ้างงาน 2.ปลดล็อกให้แรงงาน ลาว เมียนมา และกัมพูชา ที่ผ่านพิสูจน์สัญชาติ ขอวีซ่า แต่ขอใบอนุญาตทำงานไม่ทันใน 15 วัน มาดำเนินการให้แล้วเสร็จ 3.เรื่องตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 15 วัน ทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้กำหนด โดยให้เจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดช่วยดำเนินการ ในจังหวัดเล็กจะตั้งโต๊ะให้บริการ 30 โต๊ะ จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมาก จะตั้ง 300 โต๊ะ ส่วน กทม.เปิด 10 ศูนย์ แห่งละ 300 โต๊ะ โดยให้นายจ้างพาลูกจ้างที่ไม่มีใบอนุญาต ไปทำเรื่องที่ศูนย์เฉพาะกิจแต่ละจังหวัด ระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-7 ส.ค. โดยติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 สายด่วน 1694

“มาร์ค” ห่วงใช้ ม.44 ไม่รอบคอบ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกฯ กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 แก้ไขปัญหาการออก พ.ร.ก.การบริหารการจัดการแรงงานต่างด้าว ของรัฐบาล และ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ของ สนช. เป็นการออกกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคม ก่อนหน้านี้เราเคยมีตัวอย่างเรื่องการห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะมาแล้ว ช่วงก่อนสงกรานต์ กรณีแรงงานต่างด้าวที่ตนไม่สบายใจ ที่เลือกออกเป็น พ.ร.ก. เพราะรูปแบบกฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกมาโดยอ้างความมั่นคง ความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ไม่ต้องผ่านการพิจารณาของสภา ทำให้ไม่มีใครทราบล่วงหน้าได้ว่ารายละเอียดกฎหมายเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือเมื่อออกมาแล้วสภาจะมีทางเลือกเดียว หรือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยไม่สามารถแก้ไขได้

เหน็บแสบหลักธรรมาภิบาลโลเล

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ยิ่งไม่สบายใจเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พูดว่าอยู่ที่มันจะมีคนหาเรื่องยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เพราะไม่มีงานทำ ไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนี้อีก เพราะการนำเรื่องไปสู่ศาล ถ้าไร้สาระศาลก็ไม่รับเรื่องไว้ การฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ คนฟ้องได้มีไม่กี่คน โดยต้องเห็นว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจริงๆ ส่วนการฟ้องศาลปกครอง ถ้ารัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐไม่ทำผิดกฎหมาย ก็ไม่มีประเด็นไปฟ้องศาลปกครอง นายกฯย้ำเสมอว่า คสช.เข้ามาตรงนี้เพื่อต้องการเห็นธรรมาภิบาล ขอให้นายกฯไปดูหลักข้อแรกของธรรมาภิบาล คือ หลักนิติรัฐ นิติธรรม ทุกคนรวมทั้งรัฐบาลต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ขณะนี้ต้องใช้มาตรา 44 เพราะจะกระทบความมั่นคง ปั่นป่วนหลายด้าน กลายเป็นว่ายุคของท่านสามารถเอากฎหมายพิเศษมาบอกว่าที่ทำไปแล้ว แก้ด้วยวิธีนี้ก็ได้ ฉะนั้นประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลท่านอย่าทำผิดกฎหมายเสียเอง

แนะเร่งแก้กฎหมายดีกว่าเพิ่มโทษ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ทราบว่านายกฯกังวลกับเรื่องแรงกดดันต่างประเทศเรื่องการค้ามนุษย์ แต่สุดท้ายเราไม่สามารถออกกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพของสังคมได้ อยากแนะว่า ปัญหาขณะนี้มีแรงงานผิดกฎหมายมาก เพราะมีเงื่อนไขหลายด้านที่ทำให้เขาทำผิดกฎหมาย คือ 1.ความยุ่งยาก ต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้ทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวไม่อยากทำตามกฎหมาย 2.ปัญหาที่ต้นทาง ซึ่งแรงงานเมียนมามีปัญหาเรื่องนี้มากที่สุดจากขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งต้องเจรจากับต้นทาง 3.เราคงจำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายในช่วงเว้นบังคับใช้กฎหมายนี้มากกว่าไปคิดเพิ่มโทษ เพราะคิดว่าโทษที่สูงขึ้นจะบีบทุกคนเข้าสู่ระบบ แต่กลับกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม 4.เรื่องการร้องเรียนว่ามีทุจริต การรีดไถแรงงานต่างด้าว เรื่องข้าราชการต่างๆ

“ปึ้ง” จี้กำจัดเหลือบแรงงานจริงจัง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวออกไปอีก 6 เดือนนั้น ถือว่าถูกต้องแล้ว แต่ต้องกำชับให้ข้าราชการกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ไม่ใช้กฎหมายไปแสวงหาประโยชน์ กระทรวงแรงงานต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกรวดเร็วทั้งแก่นายจ้างและแรงงาน ส่วนลูกจ้างก็ขึ้นทะเบียนกันใหม่ให้ถูกต้อง จึงจะแก้ปัญหาที่หมักหมมยาวนานได้สำเร็จ ขอให้นายกฯเอาจริงเอาจัง ควรลงมากำกับดูแลด้วยตัวเอง เพราะที่ต่างชาติเพ่งเล็งเรื่องการค้ามนุษย์ การกดขี่ข่มเหงทารุณกรรม เอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าวในไทย สืบเนื่องจากความหย่อนยานในการบริหารจัดการดูแลการทำงานของแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าทำสำเร็จ ความเชื่อมั่นน่าจะกลับคืนมา การปรับระดับการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา และการถูกปลดสีธงของไอยูยูจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ยกฟ้อง “จิตรา” ขัดคำสั่ง คสช.

ที่ศาลทหารกรุงเทพ คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพ นัดฟังคำพิพากษาในคดี น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ไม่มา รายงานตัวตามรายชื่อของบุคคลที่ถูก คสช.เรียกรายงานตัวเมื่อปี 2557 โดยคณะตุลาการศาลทหารฯออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีว่า ขณะที่เกิดเหตุจำเลยอยู่ต่างประเทศ จึงไม่ได้เข้ารายงานตัวต่อ คสช. แต่ได้เข้าไปรายงานตัวที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน โดยทำหนังสือถึงหัวหน้า คสช. และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อรับทราบตามที่ คสช.ส่งหนังสือเรียกตัว ไม่มีเจตนาไม่เข้ารายงานตัว หรือต้องการหลบหนี คณะตุลาการศาลทหารฯจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่มีมูล และเห็นควรยกคำฟ้องของโจทก์

จัด “บิ๊กคลีนนิ่ง” แหล่งน้ำทั่ว ปท.

อีกเรื่อง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมการบริหารจัดการแหล่งน้ำทั่วประเทศว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มอบแนวทางจัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำ ทำทางระบายน้ำ และพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศ โดยประสานระหว่างภาครัฐ เอกชนและ ประชาชน จัดตั้งโครงการจิตอาสาประชารัฐพัฒนาแหล่งน้ำ โดยจัดกิจกรรม 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 กทม. 50 เขต จะจัดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ระหว่างวันที่ 25-27 ก.ค. มีกองทัพและอาสาสมัครเข้าร่วม ส่วนในพื้นที่ 76 จังหวัด อำเภอละ 1 แห่ง ระหว่างวันที่ 29-31 ก.ค. โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก ระยะที่ 2 จะขุดสระน้ำขนาดเล็กเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำใช้ในการเกษตร มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลัก ระยะที่ 3 เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำทางระบายน้ำในพื้นที่สาธารณะ อย่างน้อยอำเภอละ 1 แห่ง จัดทำตั้งแต่ ส.ค.-ก.ย. มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ และระยะที่ 4 เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันในชุมชน จะดำเนินการภายในเดือน ก.ย.

“ยิ่งลักษณ์” ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่ห้างอิมพีเรียล สำโรง จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมกลุ่มแฟนเพจ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เป็นดอกดารารัตน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เข้าร่วม

ตั้ง กก.สอบ ศอ.บต.ปมโซลาร์เซลล์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 4 ก.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 166/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของศูนย์บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หลังประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนถึงความโปร่งใส และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการสำคัญ 1.โครงการติดตั้งไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 6 โครงการ รวม 16,404 ชุด งบประมาณรวม 931,862,465 บาท 2.โครงการก่อสร้างภูมิทัศน์มัสยิด 300 ปี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส 3.โครงการปรับปรุงสำนักงาน ศอ.บต. โรงแรมชาลี อ.เมือง จ.ยะลา 4.โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล 1 ตำบล 1 สนาม ให้นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นประธาน มีกรรมการรวม 7 คน มีนายวิริยะ รามสมภพ เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้สอบสวนข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน แล้วให้รายงาน พล.อ.ประวิตร ขณะที่นายจิรชัยกล่าวว่า รับทราบคำสั่งแล้ว จะเร่งรัดการประชุมวางแผนการดำเนินงาน เรียกเอกสาร บุคคล มาสอบสวนโดยด่วน และเร่งดำเนินการตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน