บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปิดจ๊อบโครงสร้างพื้นฐานอีอีซี นายกฯ เปิดหวูดดึงจีน-ยุโรป-มะกันลงทุน

“บิ๊กตู่” ปิดจ๊อบโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี ประชุม 2 รอบอนุมัติรวม 700,000 ล้านบาท ได้ฤกษ์ชวนนักลงทุนต่างชาติ ทั้งจีน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ด้าน “คณิศ” ฝัน 5 ปี ได้ 30 บริษัทยักษ์ใหญ่มาลงทุน เม็ดเงินสะพัดกว่า 500,000 ล้านบาท

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกครั้งที่ 2/2560 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีเพิ่ม ในส่วนของการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหลัก 3 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3, ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ โดยมีรถไฟทางคู่เข้าเชื่อมโยงและมีระบบบริการการขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติในการประชุมคณะกรรมการอีอีซีนัดแรก ถือว่าในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีทั้งหมด ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการครบเสร็จสิ้นแล้ว รวมมูลค่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งสิ้น 700,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการลงทุนของภาคเอกชนที่จะมาลงทุนในอีอีซีอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา

“การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี จากการหารือกับ รมว.คลัง จะพยายามไม่ใช้งบประมาณ เพราะไม่ต้องการให้เป็นหนี้ และไม่ต้องการรับความเสี่ยงมาก จึงให้ภาคเอกชนเข้ามารับความเสี่ยง ขณะเดียวกันต้องการให้การลงทุนใช้แหล่งเงินภายในประเทศ ซึ่งมีสภาพคล่องเพียงพอ และต้องการให้บริษัทของคนไทยมาร่วมลงทุนในลักษณะการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนหรือพีพีพี เพื่อให้บริษัทคนไทยได้พัฒนาศักยภาพ จะได้ไปทำงานในต่างประเทศในลักษณะเดียวกันได้ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีวงเงินประมาณ 700,000 ล้านบาท จะสร้างผลประโยชน์เพิ่มขึ้นมากในประเทศ มีเม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะเกิดผลต่อเศรษฐกิจไทยเป็นตัวเลขเท่าไร”

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอีอีซีเห็นว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจบแล้วในการประชุมเพียง 2 ครั้ง ดังนั้นจึงให้เร่งทำงาน ดึงนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะง่ายขึ้น เพราะรัฐได้แสดงให้เห็นชัดเจน หรือมีคอมมิตเมนต์ในโครงการนี้ว่า เอาจริงเอาจัง จนออกมาเป็นนโยบาย ตามแผนงานก็จะไปเชิญชวนนักลงทุนจากจีน และยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกา หลังไปญี่ปุ่นมาแล้ว โดยเป้าหมาย 5 ปี มีบริษัทยักษ์ใหญ่มาลงทุนในโครงการไม่น้อยกว่า 30 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากจีนและญี่ปุ่น

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายอีอีซีเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการนโยบาย อีอีซี เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนตามที่ สคร.ได้ยกร่างขึ้น เพื่อยกระดับกฎหมายร่วมทุนในอีอีซี ให้เป็นมาตรฐานสากล โปร่งใสและรวดเร็วมากขึ้น สามารถลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการ เหลือ 8-10 เดือน จาก 40 เดือน ขณะที่โครงการฟาสต์แทร็กจะใช้เวลา 20 เดือน คาดว่าจะได้บริษัทเอกชนมาร่วมลงทุนภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ทั้งนี้ระเบียบดังกล่าว จะใช้เฉพาะกับโครงการพีพีพี ที่สำคัญและมีความพร้อมในอีอีซี ส่วนโครงการพีพีพีอื่นยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 เช่นเดิม

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีที่จะให้ เอกชนร่วมลงทุนมี 4 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกวงเงิน 310,383 ล้านบาท, โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน วงเงิน 215,100 ล้านบาท, โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะ 3 วงเงิน 155,834 ล้านบาท และโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะ 3 วงเงิน 10,154 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 691,471 ล้านบาท

ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิดในที่ประชุมให้การพัฒนาอีอีซีเชื่อมโยงไปสู่ประเทศไทย 4.0 ยึดโยงกับประชารัฐ ภาครัฐและเอกชนร่วมกันทำงานมีความร่วมมือในพื้นที่ ซึ่งโครงการอีอีซีมีความสำคัญที่จะนำประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง พร้อมให้รักษาสมดุลด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ประชาชนทุกกลุ่มได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่จากโครงการ นอกจากเพิ่มรายได้ให้ประเทศแล้ว ประชาชนจะต้องยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย และอีอีซีจะเป็นต้นแบบ เพื่อขยายผลไปทำโครงการลักษณะเดียวกันในภาคอื่นๆ เชื่อมโยงตะวันตก-ตะวันออก-เหนือ-ใต้ พร้อมมีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดดำเนินโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมโยงจากอีอีซีต่อไปยังทวาย-ย่างกุ้ง-ติลาวา ไปจนถึงอินเดีย และให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่อีอีซี ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของอีอีซี.